Share This Post

Main Slider / New Model Express

รีวิว All New Honda CR-V ดีเซล ขับสี่ (DT-EL 4WD)

รีวิว All New Honda CR-V ดีเซล ขับสี่ (DT-EL 4WD)
 

เดินทางมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 5 แล้วสำหรับ Honda CR-V กับระยะเวลา 21 ปี นับตั้งแต่ปี 2539 ที่มีการเปิดตัวเจนฯ แรกออกมา เป็น SUV รุ่นหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้ ในแต่ละเจนเนอเรชั่นต่างก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เจนฯ ล่าสุด All New Honda CR-V นี้ก็เช่นกันที่มาพร้อมเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง และมีขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกเป็นครั้งแรก

Honda CR-V ใหม่ มีทั้งเบนซินและดีเซล

CR-V ใหม่ยังมี 2 รุ่นหลักหากแบ่งตามรุ่นเครื่องยนต์และมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ดังนั้นเมื่อมีการนำเอาเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามา ในครั้งนี้เครื่องยนต์เบนซินรุ่น 2.0 ลิตร จึงถูกตัดออกไปแล้ว คงเหลือไว้แต่เครื่องยนต์เบนซินรุ่น 2.4 ลิตร โดยรุ่นย่อยและราคาเป็นไปตามนี้

All New CR-V รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 

  • รุ่น 2.4E              ราคา 1,399,000 บาท
  • รุ่น 2.4EL 4WD   ราคา 1,549,000 บาท

All New CR-V รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร 

  • รุ่น DT-E             ราคา 1,549,000 บาท
  • รุ่น DT-EL           ราคา 1,699,000 บาท

สำหรับรุ่นที่นำมาทดลองขับและรีวิวในครั้งนี้เป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รุ่น DT – EL 4WD ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของ ซีอาร์-วี ในรุ่นนี้ น่าจะเป็นรุ่นที่หลายคนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นเพราะสนใจที่จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลอยู่แล้ว และในครั้งนี้ ซีอาร์-วี ก็มีให้เลือกแล้วสมใจ อีกทั้งยังเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่แบบที่เรียกว่าบล็อกเล็กสเป็คแรง ขุมพลังแค่ 1.6 ลิตร แต่ก็มีกำลังงานและแรงบิดสูงพอตัว หรือจะสนใจเพราะตัวเลขความประหยัดก็ตามที เพราะจากที่ได้ทดลองขับและวิ่งจับอัตราสิ้นเปลืองด้วย ต้องบอกว่าเรื่องตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองของรุ่นดีเซลนั้นทำได้ดีจริงๆ

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ นอกจากจะมาพร้อมดีไซน์ใหม่ตลอดคัน ในส่วนของขนาดตัวในหลายๆ ด้านก็มีการขยายเพิ่มขึ้นจากเจอนเนอเรชั่นก่อน มีความยาว 4,571 มม. ความกว้าง 1,855 มม. และความสูง 1,667 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้วตัวรถจะกว้างขึ้น 34 มม. และสูงกว่าเล็กน้อย 4 มม. นอกจากนั้นความยาวฐานล้อก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันอยู่ที่ 2,662 มม. ยาวขึ้น 42 มม.

– ความสูงของตัวรถในรุ่น 4WD ทั้งเบนซินและดีเซลจะอยู่ที่ 1,667 มม. เท่ากัน ส่วนรุ่น 2WD จะอยู่ที่ 1,657 มม.

– ความยาวฐานล้อของรุ่นดีเซลจะอยู่ที่ 2,662 มม. ส่วนรุ่นเบนซินอนู่ที่ 2,660 มม.

ด้วยมิติของตัวรถที่กว้างขึ้น ฐานล้อยาวขึ้น กับความสูงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแม้ทางฮอนด้าจะแนะนำว่า All New Honda CR-V ออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก Modern Functional Dynamic เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสปอร์ต แต่ด้วยรูปทรง ดีไซน์ และขนาดตัวก็ดูจะออกไปในทางภูมิฐานและดูหรูหรามากกว่า

โคมไฟหน้าของ CR-V ใหม่ทุกรุ่นย่อมเป็นแบบ LED รวมถึงไฟ Daytime Running Light ก็มีให้ในทุกรุ่นเช่นกัน ชุดโคมไฟหน้าและกระจังหน้าถูกออกแบบให้มีเส้นสายซึ่งมีลูกเล่นผาดผ่านเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ชายกันชนด้านล่างตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัวโดยกระจกมองข้างด้านซ้ายติดตั้งกล้องแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) มาให้ (มีให้ในรุ่น 4WD ทั้งเบนซินและดีเซล) ล้ออัลลอยด์ที่ให้มาเป็นลายใบพัดสีทูโทนสีดำและสีเงินขนาด 18 นิ้ว คู่กับยาง 235/60 R18 ไฟท้ายทรง L แบบ LED ตัวโคมเดินตามแนวเสาหลังลากลงมาเป็นเส้นแนวนอนโอบเข้ากับตัวถังด้านข้างและฝามท้าย และชายกันชนหลังตกแต่งด้วยแถบสีเงินเช่นเกียวกับด้านหน้า

ในส่วนของภายนอก อุปกรณ์มาตรฐานที่ให้มาทั้ง 4 รุ่นย่อยแทบไม่ต่างกัน ในรุ่น 4WD ขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งเบนซินและดีเซลจะได้ออปชั่นเหมือนกันทุกรายการ คือ…

  • ไฟหน้าแบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
  • ระบบไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ (Auto Leveling Headlight)
  • ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าตกแต่งด้วยโครเมียม
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว
  • มือจับเปิดประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
  • ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบปรับตั้งหน่วงเวลา พร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • ระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง
  • กาบข้างประตูตกแต่งด้วยโครเมียม
  • สปอยเลอร์หลัง
  • ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี
  • ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว (18 X 7.5J)
  • เสาอากาศครีบฉลาม
  • ยางกันโคลน

ส่วนรุ่น 2WD ขับเคลื่อน 2 ล้อ สิ่งที่จะไม่ได้เหมือนกับรุ่น 4WD มีเพียง ระบบไฟหน้าที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ, ระบบแฮนด์ฟรีในการเปิด-ปิดฝากระโปรงท้าย และล้ออัลลอยด์ที่จะได้ขนาด 17 นิ้วเท่านั้น

ภายในของ All New Honda CR-V มาในโทนสีดำ ทุกรุ่น สำหรับการตกแต่งในรุ่น DT – EL 4WD จะตกแต่งด้วยลายไม้และสีดำ Piano Black รุ่น 2.4 – EL 4WD ก็เช่นกัน ส่วนรุ่น 2WD การตกแต่งจะเปลี่ยนจากลายไม้เป็นวัสดุสีเงินและสีดำ Piano Black

ภายในของ CR-V ใหม่ โดยรวมยังคงทำได้ดีทั้งการออกแบบและความเรียบร้อยของงานประกอบ รวมถึงวัสดุที่ใช้ ลายไม้ที่ใช้ในการตกแต่งหรือต้องเรียกว่าวัสดุเหมือนไม้ โทนสีของลายมาในโทนที่เคร่งขรึมเข้ากับสไตล์ของรถและโทนสีของภายใน

การตกแต่งตรงส่วนของแผงประตูก็ทำได้ดีเช่นกัน ครึ่งล่างแม้จะเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูปแบบเปลือยเปล่า ซึ่งก็ไม่ได้ดูแย่หรือไม่สมราคาอะไร อีกทั้งเอาจริงๆ เวลาปิดประตู ตรงส่วนที่เป็นพลาสติกฉีดที่ว่าก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตำแหน่งของเบาะนั่งจึงแทบไม่เห็นรายละเอียดตรงนั้น

แต่ส่วนบนของแผงประตูก็ตกแต่งเอาไว้ให้อย่างดีมีทั้งลายไม้คาดยาวเกือบตลอดแนว วัสดุสีเงินตกแต่งบริเวณมือเปิดประตู และมีสีดำ Piano Black ที่ดูหรูหราและมีผิวสัมผัสที่ลื่นมือตกแต่งอยู่บริเวณแผงควบคุมกระจกไฟฟ้า และยังมีการเสริมด้วยวัสดุแบบนุ่มตรงที่วางแขน ขนาดความกว้างและความยาวของที่ท้าวแขนมีขนาดที่พอดี พักแขนได้เต็มแขนและรองรับแขนได้ตลอดตั้งแต่ข้อศอกไปจรดปลายนิ้วมือ รวมถึงระดับความสูงก็พอดีกับระดับการนั่ง

พื้นที่ใช้สอยด้านล่างของแผงประตูหน้ามีให้ไม่น้อยเหมือนกันนะ วางขวดน้ำไซส์เล็กได้ 2 ขวด วางของจุกจิกได้พอประมาณ ถ้าเป็นของชิ้นเล็กๆ ก็ระวังอย่าให้ไหลเข้าไปในซอกด้านหลัง เดี๋ยวจะหยิบลพบากและพาลจะหาไม่เจอเอานึกว่าหายไปไหน

หน้าจอมัลติมีเดียแบบ Advanced Touch ขนาด 7 นิ้วถูกติดตั้งไว้ตรงกลางของแดชบอร์ดในลักษณะของหน้าจอแยกที่ลอยตัวเหนือจากแดชบอร์ด ตกแต่งขอบด้วยวัสดุสีเงิน บนหน้าจอจะเห็นปุ่มเพียงปุ่มเดียวเป็นปุ่ม Power และปรับระดับเสียง ส่วนปุ่มควบคุมอื่นๆ จะเป็นแบบสัมผัสประกอบด้วยปุ่ม HOME, MAP, AUDIO, TEL, BACK และปุ่มปรับระดับแสงหน้าจอ หน้าจอมีการแสดงผลในเรื่องของสีสันและความละเอียดในระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับคมชัดนัก การสัมผัสปุ่มต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

การใช้งานแผนที่จากที่ลองใช้ในไม่กี่เส้นทางที่นำรถไปทดลองขับ การค้นหาจุดหมายปลายทางอาจยังไม่ครบคลุมทั้งหมด อาจจะต้องใช้สถานที่ใกล้เคียงในการนำทางไปยังเป้าหมาย ถ้าว่าตามจริงใช้ Google Maps บนสมาร์ทโฟนจะสะดวกกว่า แต่การที่มีมาให้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์หรือไม่ดี เพราะอย่างน้อยก็อาศัยใช้งานได้ในกรณีที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ในการนำทางนอกจากบอกทิศทางบนหน้าจอหลักนี้แล้ว ก็จะมีทิศทางบอกบนหน้าปัดอีกจุดหนึ่งด้วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องละสายตาจากถนนหรือการมองในทางตรง

AUDIO รองรับการใช้งาน FM/AM, การเชื่อมต่อ USB, Bluetooth, HDMI และ Apple CarPlay  ลำโพงมีให้ทั้งหมด 8 ตำแหน่ง แบ่งเป็นลำโพงหลัก 4 และทวีตเตอร์ 4

ลำโพงจะอยู่ที่ประตูหน้า 1 คู่ ประตูหลัง 1 คู่ ทวีตเตอร์จะติดตั้งไว้ที่เสา A 1 คู่ และที่แผงประตูหลัง 1 คู่

นอกจากการฟังเพลงหรือเล่นไฟล์มัลติมีเดีย หน้าจอนี้ยังทำหน้าที่แสดงภาพมุมอับสายตาจากกล้องที่กระจกมองข้างด้านซ้าย (Honda LaneWatch) และกล้องมองภาพด้านหลังที่สามารถปรับมุมมองได้ 3 ระดับ

– ในรุ่น 2WD ทั้งเบนซินและดีเซล จะได้หน้าจอขนาด 5 นิ้ว

ถัดลงมาต่อเนื่องจากหน้าจอมัลติมีเดีย เป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แบบปรับอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวา และปุ่มควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในรถ ระบบปรับอากาศของ Honda CR-V ใหม่มี 3 โญด้วยกันคือ ที่ด้านหน้าบนแผงแดชบอร์ดซึ่งมีช่องแอร์ที่ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินอยู่ที่ด้านข้างซ้ายและขวา และตรงกลางเหนือจอมัลติมีเดีย 2 ช่อง, อีกโซนหนึ่งคือช่องปรับอากาศตอนหลัง 2 ช่อง จะอยู่ด้านหลังที่ท้าวแขนของผู้โดยสารด้านหน้า และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3

ซีอาร์-วี ทั้ง 4 รุ่นมีระบบปรับอากาศมาให้ทั้ง 3 โซน 3 ตำแหน่งเหมือนกัน เพราะทุกรุ่นต่างก็เป็นเบาะ 3 แถว แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ในรุ่นท็อปบของทั้งเบนซินและดีเซลหรือรุ่น 4WD จะเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ส่วนรุ่น 2WD จะเป็นระบบธรรมดา

ถัดมาทางด้านขวา ด้านหลังพวงมาลัย มาตรวัดแบบดิจิตอลพร้อมจอแสดงข้อมูลแบบ TFT มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ออกแบบเป็น 3 ส่วน ตรงกลางเป็นส่วนที่แสดงความเร็วรอบเครื่องยนต์, ความเร็วของรถ และข้อมูลการขับขี่ ช่องด้านซ้ายแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์ และช่องด้านขวาแสดงระดับเชื้อเพลิง

การแสดงความเร็วรอบจะเป็นแถบตัวเลขพร้อมเข็มแสดงระดับความเร็วรอบที่จะกวาดขึ้นลงตามจังหวะการเร่งเครื่องยนต์หรือการขับขี่ ถัดลงมาตรงจะแสดงเป็นตัวเลขความเร็วของรถ ตัวเลขมีขนาดที่ใหญ่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน ไม่ต้องเพ่ง ด้านซ้าย ข้างๆ กับตัวเลขความเร็วรถเป็นตำแหน่งเกียร์ ถัดลงมาอีกจะเป็นส่วนที่แสดงข้อมูลการขับขี่ซึ่งเราเลือกได้ว่าจะดูข้อมูลอะไร และด้านล่าสุดของจอกลางก็จะเป็นข้อมูลระยะทาง อุณหภูมิภายนอก และนาฬิกา

ข้อมูลการขับขี่ที่สามารถเลือกดูได้จากปุ่มบนพวงมาลัยคือ อัตราสิ้นเปลือง, ระยะทางเฉลี่ย, เข็มทิศและการนำทาง, ระบบเตือนการเมื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor), ระบบขับเคลื่อน หากต้องการทราบว่ามีการส่งกำลังไปยังล้อไหนบ้าง, การเล่นเพลง และการใช้งานโทรศัพท์

– ระบบเตือนการเมื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) จะประเมินการขับขี่จากพวงมาลัย หากพบว่าการขับขี่ในทางตรงพวงลัยมีการส่ายไปมาผิดปกติ หรือขับจนรับระบบรับรู้ได้ว่าตอนนี้รถมีอาการเลื้อยเหมือนงู ก็จะร้องเตือนหรือมีการสั่นเตือนที่พวงมาลัยเพื่อให้คนขับได้สติและแวะพักก่อนที่จะเดินทางต่อไป

ด้านขวาสุดของแดชบอร์ดใต้ช่องแอร์ด้านคนขับ เป็นตำแหน่งของปุ่ม Push Start ถัดลงมาจะเป็นปุ่มเปิด-ปิดฝากระโปรงหลังซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปฝากระโปรงบอกไว้ชัดเจน ติดๆ กันเป็นปุ่มเปิด-ปิดการทำงานของระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง

พวงมาลัยของ All New Honda CR-V เป็นแบบ 3 ก้าน หุ้มหนังตกแต่งด้วยสีเงินเมทัลลิกและ Piano Black มีขนาดของมือจับและเส้นรอบวงที่พอดีไม่เล็กและใหญ่เกินไป การจับและควบคุมรถได้อย่างเหมาะมือ สามารถปรับระดับให้เข้ากับสรีระและความถนัดของผู้ขับได้ 4 ทิศทาง และจากที่ไล่เรียงอุปกรณ์ต่างๆ บนแดชบอร์ดไป แน่นอนว่าพวงมาลัยต้องเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น โดยด้านซ้ายของพวงมาลัยจะเป็นปุ่มควบคุมเครื่องเสียง การรับและวางสายโทรศัพท์ ปุ่มแสดงข้อมูลการขับขี่ ส่วนด้านขวาเป็นปุ่มควบคุมระบบ Cruise Control

ตรงนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลทั้งรุ่น DT – E และรุ่น DT- EL 4WD จะได้ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซินคือ ใต้พวงมาลัยได้ติดตั้ง Paddle Shift สำหรับการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเองมาให้ด้วย

การควบคุมไฟหน้าและไฟเลี้ยวเป็นไปตามมาตรฐานรถญี่ปุ่นคือ ก้านควบคุมใบปัดน้ำฝนอยู่ด้านซ้าย ด้านขวาก็จะเป็นก้านควบคุมระบบไฟต่างๆ และด้านบนของก้านด้านขวานี้จะมีสวิทช์เปิด-ปิดการแสดงภาพมุมอับสายตาของ Honda LaneWatch ติดตั้งอยู่

– การแสดงภาพมุมอับสายตาของ (Honda LaneWatch) จะแสดงภาพอัตโนมัติเมื่อเราเปิดไฟเลี้ยวข้างซ้าย (ขณะที่เปิดไฟเลี้ยวเมื่อภาพด้านข้างตัวรถแสดงขึ้นมา หากรู้สึกว่าสับสันกับการมองที่กระจกมองข้างซ้าย สามารถกดสวิทช์ปิดการแสดงภาพได้) และเวลาที่เราจอดรถ หากต้องการตรวจสอบระยะห่างของรถกับฟุตบาท ไหล่ทาง หรือรถคันข้างๆ สามารถปกสวิทช์เพื่อแสดงภาพได้

มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลกับการเปลี่ยนเกียร์แบบใหม่ที่ไร้คันเกียร์ แต่ควบคุมการเปลี่ยนระบบเกียร์ไฟฟ้าด้วยสวิทช์ หรือแบบปุ่มกดนั่นเอง ด้วยความที่เป็นของใหม่ก็อดคิดไม่ได้ว่าการใช้งานจะยุ่งยากหรือเปล่า การที่เป็นระบบใหม่คงต้องเป็นระบบที่ง่ายและช่วยอำนวยความสะดวกได้ดีกว่าแบบเดิม แต่ที่อดคิดไม่ได้คือการปรับตัวว่าจะต้องทำความคุ้นเคยกันแค่ไหน

เมื่อได้จับจริงๆ แล้วไม่ต้องปรับตัวหรือทำความคุ้นเคยอะไรเลย มันคือเกียร์ออโต้ที่เปลี่ยนจากการโยกคันเกียร์เพื่อเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งเป็นการกดปุ่มเท่านั้น ซึ่งสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกมาก ส่วนตัวผมแล้วชอบนะ ชอบกว่าการเลื่อนคันโยกเปลี่ยนเกียร์ซึ่งจะต้องเลื่อนผ่านตำแหน่งเกียร์ที่ไม่ต้องการ และจังหวะที่เลื่อนผ่านรถก็จะมีอาการตึกๆ เล็กน้อย แต่ Shift by Wire หรือการกดปุ่มเปลี่ยนเกียร์ของ All New Honda CR-V ไม่ต้องเป็นแบบนั้น ต้องการเลือกตำแหน่งเกียร์ไหนก็จิ้มได้เลย

ตำแหน่งเกียร์เหมือนกับเกียร์ออโต้ทั่วไป ไล่จากด้านบนลงมาก็จะเป็น เกียร์ P, เกียร์ R, เกียร์ N และเกียร์  D/S

เกียร์ D กับ S จะอยู่ปุ่มเดียวกัน เมื่อต้องการออกตัวก็แค่จิ้มนิ้วไปที่ปุ่ม D/S ถ้าต้องการใช้โหมดสปอร์ตหรือต้องการเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle Shift ให้กดปุ่ม D/S อีกครั้ง

ส่วนปุ่ม N, R และ P ก็กดตามจังหวะการใช้งาน โดยปุ่ม R ซึ่งเป็นเกียร์ถอยหลัง ลักษณะของปุ่มและการกดจะต่างจากปุ่มอื่นนิดหน่อย เพราะแทนที่จะจิ้มนิ้วเพื่อกดปุ่มตรงๆ ถูกออกแบบให้เป็นการใช้นิ้วเกี่ยวปุ่มถอยหลังหรือดึงเข้าหาตัว

ตำแหน่งของคอนโซลเกียร์จะอยู่ถัดจากแผงควบคุมระบบปรับอากาศ ความสูงและระยะห่างของคอนโซลเกียร์อยู่ในระยะที่สามารถจิ้มนิ้วลงบนปุ่มเกียร์ได้พอดี ไม่ต้องถึงกับเอื้อม สามารถวางแขนบนพนักท้าวแขนตรงกลางแล้วยกปลายนิ้วขึ้นจิ้มเปลี่ยนเกียร์ได้พอดี และดีหน่อยตรงที่พนักท้าวแขนสามารถเลื่อนได้ 3 ระยะ ถ้าอยู่ในตำแหน่งปกติอาจวางแขนไม่ค่อยสบายเท่าไร เพราะจะรองรับได้แค่ช่วงปลายของข้อศอก แต่เมื่อเลื่อนเดินหน้าออกมาจะสามารถวางได้เต็มแขนมากขึ้นและกระดิกนิ้วเปลี่ยนเกียร์ได้ถนัดขึ้น

บนคอนโซลเกียร์ยังมีปุ่มอื่นๆ อยู่ด้วย ฝั่งซ้ายจะมีปุ่มเปิด-ปิดระบบ Idle Stop และปุ่มเปิด-ปิด ECON ฝั่งขวามีปุ่มเบรกมือไฟฟ้าและปุ่ม BRAKE HOLD

การปลดเกียร์ว่างเพื่อให้คันอื่นเข็นได้กรณีที่ต้องจอดรถขวาง ให้เปิดฝาข้างคอนโวลเกียร์ฝั่งคนขับ มือหนึ่งกดปุ่ม RELEASE เอาไว้ แล้วเอาอีกมือหนึ่งดึงคันโยกลงมา แรกๆ อาจจะรู้สึกยากหน่อย ทั้งต้องก้มและต้องเอื้อม 2 มือไปช่วยกันกดกันโยก โดยคันโยกก็ต้องออกแรงนิดหน่อย แต่ถ้ารู้จังหวะและเริ่มชินก็จะทำได้ง่ายขึ้น เมื่อดึงคันยกลงก็ต้องเปิดฝาทิ้งไว้อย่างนั้น จนเมื่อกลับมาที่รถและนำคันโยกขึ้นเหมือนเดิมถึงจะปิดฝาได้

ต่อเนื่องจากคอนโซลเกียร์มาถึงพื้นที่วางของและพนักท้าวแขนระหว่างที่นั่งด้านหน้า ตรงนี้เป็นอีกจุดที่มีการตกแต่งด้วยลายไม้ พื้นที่วางขอค่อนข้างกว้างแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกใต้คอนโซลเกียร์เป็นช่องวางของเล็กๆ และตรงนี้จะมีช่องจ่ายไฟสำรองไว้ให้ใช้ 1 จุด ถัดมาเป็นที่วางแก้ว 2 ช่อง ในช่องจะมีสปริงที่จะปรับตัวตามขนาดของแก้วช่วยยึดแก้วหรือขวดให้แน่น

ส่วนสุดท้ายเป็นพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ ออกแบบได้อย่างมีฟังก์ชัน จะเปิดพนักท้าวแขนขึ้นเพื่อเก็บของก็ได้ หรือจะใช้วิธีเลื่อนถาดที่ออกแบบเป็นรูปตัว L ก็ได้เหมือนกัน ใต้ถาดรูปตัว L ถ้าเลื่อนถาดไปด้านหลัง นอกจากจะหยิบของได้แล้ว ตรงนี้ก็จะมีช่องเสียบ HDMI, USB และที่จุดบุหรี่อยู่ข้างใน

พนักท้าวแขนอย่างที่บอกไปปรับเลื่อนได้ 3 ระยะ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนแขนใหญ่ คันตัวเล็กที่ต้องเลื่อนเบาะไปข้างหน้าก็สามารถท้าวแขนได้พอดี

เบาะคู่หน้าหุ้มหนังแท้และวัสดุสังเคราะห์ ทรงตันๆ หนาๆ ดีไซน์ไม่ได้ออกไปทางโมเดิร์น แต่ก็ไม่ได้ดูโบราณ ดูรวมๆ แล้วก็เข้ากับดีไซน์ในห้องโดยสาร ฐานเบาะกว้างและลึกพอประมาณรับกับด้านหลังของต้นขาได้ดี พนักพิงคนตัวเล็กก็คงดูใหญ่ แต่คนตัวใหญ่อย่างผมนั่งแล้วก็เต็มพอดี ส่วนหนึ่งที่ทำให้นั่งแล้วพอดีกับหลังเป็นผลมาจากปีกข้างของเบาะที่ออกแบบมาค่อนข้างสูง ทำให้คนตัวใหญ่อย่างผมนั่งแล้วหลังถูกโอบกระชับพอดี ข้อดีก็คือตัวจะถูกล็อกไว้ ไม่ส่ายไปมาเวลาที่เข้าโค้ง

ตัวเบาะมีความพอหนาพอสมควรให้ความรู้สึกสัมผัสที่แน่น แต่ก็มีความนุ่มในระดับหนึ่งกับฟองน้ำส่วนที่ต้องรับกับลำตัว และการที่สามารถปรับได้แบบไฟฟ้าก็ช่วยให้ส่วนต่างๆ ของเบาะรับกับตัวเราได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง และยังปรับดันหลังได้ 4 ทิศทาง เบาะคนนั่งด้านข้างปรับไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง (ในรุ่น 4WD ทั้งเบนซินและดีเซลจะได้เบาะปรับไฟฟ้า ส่วนรุ่น 2WD ยังเป็นการปรับด้วยมือ)

หมอนรองศรีษะมีขนาดใหญ่และมีความนุ่มกำลังดี ปรับระดับสูงต่ำได้ แต่ไม่สามารถปรับองศาได้ ถามว่าพอดีกับการนั่งและเอนศรีษะไหม ส่วนตัวสำหรับผมว่ามันค้ำหัวไปนิ๊ด

ประตูของ All New Honda CR-V นอกจากการออกแบบแผงด้านในที่มีความสวยงาม การออกแบบในเชิงของการใช้งานก็ทำได้ดี บานประตูสามารถเปิดได้กว้าง ประตูหลังสามารถเปิดได้กว้างเกือบ 90 องศา ทำให้การขึ้น-ลงมีความสะดวก อีกทั้งชายล่างของประตูออกแบบให้คลุมขอบด้านข้างของพื้นรถ ทำให้เวลาที่เปิดประตูและก้าวลงจากรถขาเราจะไม่เปื้อนคราบสกปรกที่ติดอยู่บริเวณนั้น

แผงประตูหลังมีการตกแต่งเช่นเดียวกับด้านหน้า นอกจากมีลำโพงติดตั้งอยู่แล้ว ที่แผงประตูหลังก็จะมีทวีตเตอร์ติดตั้งอยู่อีก 1 คู่ เบาะนั่งด้านหลังรองรับ 3 ที่นั่ง มีเข็มขัดนิรภัยให้ทุกที่นั่งแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง มีหมอนรองศรีษะให้ 3 ตำแหน่ง พนักพิงกลางสามารถดึงลงมาเป็นที่พนักท้าวแขนได้ มีช่องวางแก้วหรือขวดน้ำได้ 2 ช่อง

ที่นั่งแถวที่ 2 นี้ในส่วนของเบาะนั่งสามารถนั่งได้สบายในระดับหนึ่ง เนื่องจากทั้งฐานเบาะและพนักพิงมีขนาดใหญ่ และพนักพิงปรับเอนได้พอประมาณ ฐานเบาะสามารถปรับเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขา ถ้าเลื่อนเบาะถอยหลังจนสุดก็สามารถนั่งแบบยืดเหยียดได้สบายๆ ด้านหลังของพนักท้าวแขนด้านหน้ามีช่องปรับอากาศตอนหลัง 2 ช่อง และยังมีช่องเสียบ USB ให้อีก 2 ตำแหน่ง ด้านบนมีไฟอ่านหนังสือแบบ LED ให้ 2 จุด

เบาะนั่งแถวที่ 2 แยกปรับได้แบบ 60:40 การพับเบาะเป็นแบบ 2 จังหวะ คือ การปรับเอนหรือพับพนักพิงลงเพื่อเพิ่มพื้นที่วางของทำได้โดยดึงเชือกที่อยู่ด้านบนพนักพิง (ข้างหมอนรองศรีษะ) ในกรณีที่ต้องการพับเบาะแถวที่ 2 เพื่อเปิดทางในการเข้าไปยังที่นั่งแถวที่ 2 ต้องดึงเชือกที่อยู่ด้านบนพนักพิงแล้วพับพนักพิงลงก่อน จากนั้นจึงดึงเชือกอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณฐานเบาะด้านหลัง

การดึงเชือกด้านหลังเพื่อยกฐานเบาะขึ้นทำได้ไม่ค่อยง่ายนัก ในเรื่องของการทำความเข้าใจกับจังหวะของการดึงเชือกก็เรื่องหนึ่ง ต้องเลื่อนเบาะไปอยู่ตำแหน่งไหนถึงจะดึงเชือกแล้วยกฐานเบาะขึ้นได้ เพื่อรู้จังหวะแล้วก็ไม่ยาก แต่ที่ยากกว่าก็คือการดึงเชือกที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องออกแรงกันนิดหน่อย ไม่รู้เพราะว่ายังใหม่อยู่หรือเปล่า แต่ถ้าทำให้ดึงง่ายกว่านี้หน่อยก็จะดีมาก

การก้าวขึ้นไปยังที่นั่งแถวที่ 3 ไม่ถึงกับยากเย็นนัก แม้จะเป็นคนตัวใหญ่อย่างผม การที่ต้องก้มต้องมุดกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่ารุ่นไหน แต่ CR-V ก็ดีหน่อยตรงที่ประตูเปิดได้กว้าง ทำให้การหมุนการเอี้ยวตัวไม่ติดขัด และตรงเสา C ยังมีการบากร่องเอาไว้เป็นช่องให้มือจับเพื่อโหนตัวขึ้นไป ก็พอช่วยอำนวยความสะดวกได้อยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ตัวเล็กๆ การขึ้น-ลงที่นั่งแถวที่ 3 ก็ถือว่าไม่ได้ยากเย็นอะไร

ที่หลายคนน่าจะสนใจมากกว่าการขึ้น-ลงคงเป็นเรื่องของการนั่ง เบาะแถวที่ 3 นั่งได้ 2 คน (เกินกว่านั้นก็คงไม่ไหวแล้วล่ะ) มีเข็มขัดนิรภัยให้แบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง มีหมอนรองศรีษะให้เป็นทรง L คว่ำ ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะนั่งให้สบายไม่ให้หมอนรองดันหลัง ก็ต้องยกหมอนรองศรีษะขึ้นก่อนตามความสูงของตัวเอง พนักพิงของเบาะแถว 3 ปรับเอนได้ 1 จังหวะ พอให้ผ่อนคลายอริยาบทไม่นั่งหลังตรงเกินไป ระดับความสูงของฐานเบาะไม่ต่ำมาก ทำให้นั่งและวางขาได้ในท่าทางที่ไม่เมื่อยและฝืนจนเกินไป (เคยนั่งบางรุ่น ฐานเบาะต่ำมาก เหมือนนั่งชันเข่ากับพื้นยังไงยังงั้น)

พื้นที่วางขา อ้างอิงจากตัวผมเองนะ ถ้าคนนั่งเบาะแถวที่ 2 เป็นคนตัวใหญ่ และเลื่อนเบาะถอยหลังจนสุด ผมจะไม่สามารถวางเท้าได้เต็มเท้า จะต้องวางในลักษณะทิ่มปลายเท้าลง ยกส้นเท้าขึ้น และเข่าก็จะยันกับหนักพิงของเบาะแถวที่ 2 เลย นั่งใกล้ๆ ก็คงจะพอไหว

แต่ถ้าคนนั่งเบาะแถวที่ 2 ปรับระยะของเบาะอยู่ในระยะกลางๆ ไม่เลื่อนถอยหลังจนสุด แต่ก็ไม่ได้เลื่อนไปชิดด้านหน้ามากนักจนตัวเองก็นั่งไม่สบายๆ แบบนี้ผมนั่งได้นะ วางเท้าได้เต็มเท้าและเข่าไปชนหรือชิดกับพนักพิงด้านหน้า ถือว่านั่งได้สบายในระดับหนึ่งกับที่นั่งตรงนั้น และหากนั่งฝั่งขวาของรถ ซึ่งที่นั่งแถวที่ 2 เป็นส่วนของ 60% ก็จะวางเท้าได้สบายมากขึ้น สามารถขยับได้ แยกขาได้นิดหน่อย ในขณะที่ถ้านั่งฝั่ง 40% วางเท้าได้เต็มเท้าก็จริง แต่ก็จะเหมือนถูกล็อกไว้กับจุดยึดฐานเบาะที่จะแคบกว่า แทบจะขยับไม่ได้

ที่นั่งทั้ง 2 ที่ มีที่ท้าวแขนให้ และตรงที่ท้าวแขนสามารถวางแก้วหรือขวดน้ำได้ โดยการยกห่วงที่พับอยู่ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวล็อกแก้วหรือขวด ความโปร่งสบายพอได้อยู่กับช่องกระจกบานที่ 3 ที่เป็นสามเหลี่ยม พอช่วยให้มองบรรยากาศโดยรอบถายนอกได้บ้าง ไม่อึดอัดจนเกินไป

ที่นั่งด้านหลังทั้งแถวที่ 2 และแถวที่ 3 หมดห่วงเรื่องของความเย็นไปได้เลย ไม่ต้องกลัวว่านั่งแล้วจะร้อน ที่นั่งแถว 2 มีทั้งช่องปรับอากาศตอนหลัง ซึ่งถ้ายังเย็นไม่พอสามารถเปิดระบบปรับอากาศด้านหลังที่อยู่ด้านบนระหว่างที่นั่งแถวที่ 2 และแถวที่ 3 ได้อีก ซึ่งถ้าเปิดที่ปรับอากาศด้านหลังรับรองว่าเย็นแน่นอน เพราะว่าอยู่เหนือศรีษะนั่นเอง สามารถปรับแรงลมได้ 3 ระดับ โดยเฉพาะที่นั่งแถว 3 รับรองเย็นจนหนาว

การที่ All New Honda CR-V มาพร้อมเบาะ 3 แถว ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปหลายความเห็นทั้งจากผู้ใช้ที่เป็นแฟนคลับ ซีอาร์-วี เองและผู้ที่สนใจทั่วไป บ้างก็ว่าชอบแบบที่เป็น 5 ที่นั่งมากกว่า เพราะยังไงก็คงไม่ได้ใช้เบาะแถวหลัง สู้เอาพื้นที่ไว้วางของเต็มๆ ดีกว่า บ้างก็ว่าโดนใจถ้าจะต้องไปกันหลายๆ ก็จะได้นั่งไปด้วยกันได้ ถ้าจะใช้วางของก็แค่พับเบาะลง

การที่มีเบาะนั่งแถวที่ 3 ต้องยอมรับว่าทำให้เสียพื้นที่วางของด้านท้ายไปพอสมควร หากนั่งกันจนเต็ม 7 ที่นั่ง พื้นที่วางของด้านหลังก็จะเหลือไม่มากนัก ถ้าผู้นั่งแถวที่ 3 ปรับเอนพนักพิงด้วยก็จะทำให้กินพื้นที่วางของด้านหลังเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นการเดินทางใกล้ๆ ไม่ได้มีของมากคงไม่ใช่ปัญหา แต่ในการเดินทางไกลที่แต่ละคนต้องมีกระเป๋าเดินทางการวางก็อาจจะแน่นๆ หน่อย

แต่ถ้านั่งกันแค่ 2 แถว แล้วพับพนักพิงเบาะแถวที่ 3 ลง ก็หมดห่วง มีที่วางเหลือเฟือแน่นอน การพับพนักพิงเบาะแถวที่ 3 ไม่ยาก แค่ดึงเชือกด้านบนพนักพิงก็พับลงได้เลย ที่วางของด้านท้ายจะมีถาดวางของที่ปรับระดับได้มาให้ เป็นแผ่นกระดานเรียบๆ นี่แหละ แต่เราเลือกได้วางจะวางแค่เสมอพื้นรถหรือจะยกขึ้นมาเสียบไว้กับล็อกด้านบนทำเป็นที่วางของ 2 ชั้น

ถ้านำมาเสียบไว้กับล็อกด้านบนเมื่อพับพนักพิงเบาะแถวที่ 3 รวมถึงเบาะแถวที่ 2 ลง พื้นที่วางของก็จะเสมอเป็นระนาบเดียวกันตลอดแนว

– การพับเบาะหลังทำได้ 3 โหมด คือ 5-Seat Mode พับเบาะแถวที่ 3 เหลือเพียง 2 แถว 5 ที่นั่ง, Utility Mode พับเบาะแถวที่ 2 และแถวที่ 3 เพื่อวางของ และ Long Mode พับเบาะผู้โดยสารด้านหน้า เบาะแถวที่ 2 และแถวที่ 3 ด้านซ้าย เพื่อวางของแนวยาว

ในห้องวางสัมภาระด้านท้ายมีไฟส่องสว่างมาให้ เพื่อการมองเห็นในเวลากลางคืนหรือในที่มืด การเปิดฝากระโปรงท้ายทุกรุ่นเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เปิด-ปิดได้จาก 3 จุดคือ สวิทช์ควบคุมภายในรถบริเวณใต้พวงมาลัยด้านขวาของคนขับ, สวิทช์ที่ฝาท้าย และที่รีโมท สำหรับรุ่น DT – EL 4WD และรุ่น 2.4 – EL 4WD จะมีฟังก์ชันพิเศษที่สามารถสั่งเปิด-ปิดด้วยระบบแฮนด์ฟรีมาให้ด้วย โดยการใช้เท้าแย่ไปบริเวณเซ็นเซอร์ด้านท้ายรถ

การเปิด-ปิดด้วยระบบแฮนด์ฟรีเป็นวิธีที่สะดวกไม่น้อย เมื่อจะเปิดก็ยื่นเท้าไปที่เซ็นเซอร์ และเมื่อต้องการปิดก็ทำได้ด้วยวิธีเดียวกัน นอกจากนั้นเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแล้ว ฝาท้ายยังสามารถปรับระดับองศาหรือความสูงของการเปิดได้ด้วย การปรับทำได้โดยการกดสวิทช์ที่ฝาท้ายค้างเอาไว้พร้อมกับเลื่อนระยะการเปิดของฝาท้ายให้อยู่ในระดับที่ต้องการ

ล้ออะไหล่ที่ให้มาเป็นล้ออัลลอยตามขนาดของรุ่นนั้นๆ โดยจะวางอยู่ด้านใต้ของพื้นที่วางของด้านท้าย ต้องยอกถาดวางของขึ้นและเปิดแผ่นผิดพื้นอีกชั้นหนึ่งถึงจะเห็นตัวล้ออะไหล่และชุดเครื่องมือ หากต้องการนำล้ออะไหล่ออกมาจะต้องยกเบาะแถวที่ 3 ขึ้นโดยการดึงเชือก (สีเหลือง) ที่อยู่ด้านหลังบริเวณฐานเบาะ ในหลุมวางยางอะไหล่มีการบุผ้าและจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย

คุยเรื่องสมรรถนะกันหน่อย ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ได้มีโอกาสทดลองขับจากการที่ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ใหขอยืมรถทดลองขับมาเพื่อรีวิว ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ทดลองขับรถที่รีวิวอย่างเป็นทางการ แต่ก็เสียดายนิดหน่อยที่ช่วงที่ได้รับรถมา 3-4 วัน ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2017 ซึ่งคิดว่าน่าจะหมดฝนแล้ว แต่กลับเป็นเจอฝนตลอดทั้งสัปดาห์ จึงไม่ได้มีตัวเลขอัตราเร่งมาบันทึกเป็นสถิติไว้ ได้แต่เพียงจับตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเท่านั้น

เนื่องจากเว็บไซต์ MotorShop ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองขับรถใหม่รุ่นอื่นๆ หรือรถในกลุ่มเดียวกันนี้อย่างจริงๆ จังๆ อาจจะเคยได้ลองขับมาบ้างจากประสบการณ์ส่วนตัว แต่ก็ยังคิดว่าไม่มากพอที่จะนำมาสรุปเปรียบเทียบได้ ดังนั้นข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบคงยังไม่ได้เขียนถึงเท่าไรนัก ขอให้เฉพาะข้อมูลกับรุ่นนี้เป็นหลักเท่านั้น หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ All New Honda CR-V บ้างไม่น้อยก็มาก

ในเรื่องของเบาะ 3 แถว ที่มีการใส่มาให้ใน All New CR-V ก็ได้ไล่เรียงให้ทราบกันไปแล้ว มาดูอีกส่วนหนึ่งที่เป็นครั้งแรกใน CR-V เช่นกันกับการยัดขุมพลังดีเซลมาให้ใต้ฝากระโปรงหน้า กับเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว i-DTEC DIESEL TURBO ขนาด 1.6 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) มีกำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที เป็นอีกขุมพลังในยุคบล็อกเล็กสเปคแรง ที่แม้จะมีความจุเพียง 1.6 ลิตร แต่ก็พละกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่

ระบบการทำงานที่สำคัญของเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO

  • ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด
  • การระบายความร้อนของไอดี (Intercooler) ระบบจะทำหน้าที่ระบายความร้อนของไอดีที่ถูกอัดมาจากการทำงานของเทอร์โบชารจ์เจอร์ซึ่งมีความร้อนสูงให้เย็นตัวลง ก่อนที่จะผ่านเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้มวลอากาศโดยรวมเล็กลง เพื่อนำอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ปริมาณที่มากขึ้น ทำให้การเผาไหม้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ระบบการจ่ายน้ำมันแบบรางร่วม (Common Rail) ระบบจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยควบคุมแรงดันในรางให้เหมาะสม ด้วยการคำนวณรอบเครื่อง ปริมาณการฉีดน้ำมัน อุณหภูมิ และไอเสีย ทำให้การฉีดน้ำมันจากหัวฉีดทุกตัวมีความเสถียร และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
  • ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหลายจุด (Multi Injection) ระบบหัวฉีดน้ำมันจะทำงานแปรผันให้เหมาะสมกับรอบการทำงานของเครื่องยนต์ โดยจะคำนวณปริมาณและจังหวะในการฉีดน้ำมันกับการทำงานของรอบเครื่องในขณะขับขี่ให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในเรื่องอัตราประหยัดน้ำมันและลดการสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์

ส่งถ่ายกำลังงานด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อมโหมดสปอร์ตที่พัฒนาโดยผู้ผลิตเกียร์ชื่อดังอย่าง ZF มีอัตราทดเกียร์ดังนี้

  • เกียร์ 1 : 4.713
  • เกียร์ 2 : 2.842
  • เกียร์ 3 : 1.909
  • เกียร์ 4 : 1.382
  • เกียร์ 5 : 1.000
  • เกียร์ 6 : 0.808
  • เกียร์ 7 : 0.699
  • เกียร์ 8 : 0.580
  • เกียร์ 9 : 0.480
  • เกียร์ถอยหลัง : 3.830
  • เฟืองท้าย : 3.734

ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาแบบอัตโนมัติ Real Time All Wheel Drive ทางฮอนด้าได้ให้ข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลไว้ที่ 18.9 กิโลเมตร/ลิตร สำหรับรุ่น 2WD หรือ DT – E และ 17.9 กิโลเมตร/ลิตร ในรุ่น 4WD หรือ DT – EL 4WD ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมนำมาทดลองขับในครั้งนี้ 

รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลได้รับความสนใจไม่น้อยทั้งความที่เป็นครั้งแรกที่ถูกนำมาประจำการใน Honda CR-V ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 5 และด้วยความต้องการของผู้ใช้ที่สนใจ ซีอาร์-วี และอยากจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลมานานแล้ว เมื่อโอกาสมาถึงแน่นอนว่าต้องอยู่ในความสนใจและอดไม่ได้ที่จะต้องมีการพูดถึงในเชิงเปรียบเทียบระหว่างรุ่นเครื่องยนต์เบนซินเพื่อการตัดสินใจว่าจะซื้อรุ่นไหนดี

“รุ่นเบนซิน แรงกว่า” ในขณะที่ “รุ่นดีเซล ประหยัดกว่า” เป็นข้อสรุปที่กระชับหรือจะเรียกว่าคำจำกัดความก็คงได้ ที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง 2 รุ่นนี้ แต่นั่นก็ดูจะเป็นข้อสรุปในเชิงที่ตัดสินเด็ดขาดเกินไป เพราะนิยามความแรงและความประหยัดของแต่ละคนก็ต่างกันไป

อย่างที่บอกไปผมยังมีโอกาสได้ทดลองขับรุ่นต่างๆ มาไม่มากนัก นี่เป็นครั้งแรกที่มีการทดลองขับและรีวิวอย่างจริงๆ จังๆ และยังไม่ได้ทดลองขับรุ่นเบนซิน ผมจึงเอาความรู้สึกของผมเป็นกณฑ์ในการที่จะมาแชร์กันในครั้งนี้

ทันทีที่ได้จับ All New Honda CR-V รุ่น DT – EL 4WD เมื่อกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ สิ่งที่แว๊บขึ้นมาให้ความคิดคือ เสียงเครื่องยนต์ดังเหมือนกันนะ แต่ก็เป็นความรู้สึกแรกที่ยังไม่ได้คิดว่าดังกระหุ้มอะไรเพราะนั่งอยู่ในรถ ครั้งแรกที่จับเจ้า CR-V ใจไปนึกถึงเรื่องการทำความคุ้นเคยกับเกียร์มากกว่า เพราะว่าจะต้องรับรถและขับออกจากฮอนด้าย่านอุดมสุขที่การจราจรพลุกพล่านอยู่ไม่น้อย แต่ระบบเกียร์ Shift by Wire ไม่ได้สร้างความหนักใจในการทำความคุ้นเคยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกัลบรู้สึกชอบเสียด้วยซ้ำ

มันง่ายและเหมือนเป็นการลดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ด้วย จากที่ต้องเลื่อนผ่านตำแหน่งเกียร์อื่นไปยังตำแหน่งที่ต้องการ แต่นี่ต้องการจะเลือกเกียร์อะไรก็จิ้มลงไปได้เลย

ขับช่วงแรกยังไม่ค่อยคุ้นกับจังหวะของเครื่องยนต์และแป้นคันเร่วเท่าไร ทำให้รถมีอาการหน่วงอยู่บ้างในช่วงที่รถติดและต้องเคลื่อนตัวแบบช้าๆ และต้องเร่งและผ่อนเป็นระยะๆ แต่เมื่อคุ้นเคยกันดีแล้ว การตอบสนองของคันเร่งก็ทำได้ดีในการที่จะเร่งหรือผ่อน พวงมาลัยอย่างที่อธิบายไปตอนแรกว่ามีขนาดที่กำลังดีจับแล้วรู้สึกถนัดมือในการที่จะโยกซ้ายหรือขวา การปรับน้ำหนักตามความเร็วก็ทำได้ดีเช่นกัน ไม่รู้สึกว่าพวงมาลัยเบาไปในช่วงความเร็วต่ำหรือหนักเกินไปในช่วงที่ใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยเป็นแบบดูอัลพิเนี่ยน (DP-EPS) หมุนสุด 2.3 รอบ รัศมีวงเลี้ยว 5.5 เมตร

ข้อมูล – ระบบพวงมาลัยแบบ Dual Pinion Variable Ratio Electric Power-Assisted Rack-and-Pinion Steering (EPS)

ระบบพวงมาลัยแบบ Dual พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS) ประกอบด้วยชุดเฟืองพิเนียนแบบ Dual และได้มีการปรับอัตราทดเฟืองให้แปรผันได้ตามช่วงความเร็วที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในช่วงความเร็วต่ำ และให้การทรงตัวที่ดีในช่วงความเร็วสูง เปรียบเทียบกับระบบแบบเดิมที่ใช้เฟืองเพียงแค่ตัวเดียว ตัวระบบ Dual Pinion  จะใช้ข้อมูลที่ถูกส่งจากผู้ขับขี่หรือมอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงาน ตัวเซ็นเซอร์รับแรงบิดที่ไม่ได้มีการเชื่อมต่อจะจัดการวัดระดับในการหมุนพวงมาลัยที่ผู้ขับกำลังทำอยู่ และตัว ECU จะตัดสินการทำงานว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะต้องทำงานระดับไหน

อัตราทดเฟืองพวงมาลัยจะมีการแปรผันในช่วงระหว่าง 20% ของค่าอัตราทดสุดท้ายซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 12.3 : 1 ซึ่งจะช่วยทำให้ตัวรถมีการเลี้ยวได้ฉับไวขึ้นด้วยตัวเลขการหมุนพวงมาลัยแบบล็อคชนล็อคอยู่ที่ 2.3 รอบ ทำให้สามารถเลี้ยวได้ง่ายขึ้น อัตราทดที่แปรผัน ทำให้การใช้เกียร์ที่มีอัตราทดต่ำ ช่วยทำให้ตัวรถมีการทรงตัวที่ดีเมื่อต้องขับด้วยความเร็วสูง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับเลี้ยว และการใช้งานที่ดีขึ้น โดยได้ทำการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนที่ต้องทำงานในระหว่างการหมุน จุดยึดพวงมาลัยมีความแน่นหนามากขึ้น และแกนพวงมาลัยมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างขึ้น และมีความทนทานมากขึ้น (เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นปี 2016)

ทัศวิสัยด้านหน้าตรง กระจกหน้าบานใหญ่และสูงโปร่งเห็นได้ชัดเจนในรัศมีที่กว้าง กระจกมองข้างเห็นมุมมองได้ข้างได้ชัดเจน จะมีรู้สึกอับสายตาบ้างก็คงจะเป็นบริเวณมุมเสา A ด้านซ้ายที่อยู่ไกลตา และด้วยขนาดเสา A กับก้านของกระจกมองข้างที่ค่อนข้างใหญ่ แต่แนวด้านข้างซ้ายตั้งแต่กระจกมองข้างไปจนไปถึงด้านท้ายรถนั้นหมดห่วงเพราะมีกล้องแสดงภาพมุมอับสายตา (Honda LaneWatch) อยู่ แต่เอาจริงๆ นะ ผมไม่ค่อยชอบใช้สักเท่าไร มองกระจกมองข้างถนัดกว่าและก็เห็นได้ชัดเจนดีอยู่แล้ว ถ้าจะชอบ Honda LaneWatch ก็ตอนที่จอดรถแล้วเช็กแนวจอดด้านข้างนี่แหละ

เรื่องเบาะนั่งไม่มีคอมเมนต์อะไร นั่งแล้วเหมือนถูกล็อกไว้เพราะเป็นคนตัวใหญ่ นั่งแล้วปีกเบาะก็ล็อกตัวไว้พอดี ส่วนการปรับระยะปรับระดับการนั่งด้วยความที่เป็นระบบไฟฟ้าจึงปรับได้ค่อนข้างพอดีกับที่ต้องการ ตำแหน่งการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อธิบายไปแล้ว อยู่ในระยะที่พอดีเช่นกัน โดยสรุปเรื่องของการนั่ง มุมมองทัศนวิสัยในการขับ การควบคุมรถผมไม่ติดขัดอะไรอยู่ในเกณฑ์ที่พอใจ

เรื่องระบบอำนวยความสะดวกทั้งหลายอย่าง Idle Stop System จะเปิดอัตโนมัติทุกครั้งที่เราสตาร์ทเครื่องยนต์ แม้ว่าการใช้รถก่อนหน้าจะปิดไว้ก็ตาม และผมก็เลือกที่จะปิดุกครั้ง โดยเฉพาะถ้าขับในเมือง เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ค่อยชอบสักเท่าไร ไม่แน่ใจว่าช่วยให้ประหยัดน้ำมันแค่ไหน แต่ถ้ารถติดๆ ในเมืองนี่ขอปิดเลยดีกว่า ระบบนี้จะทำงานเมื่อเราเหยียบเบรกจนสุดจนรถหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะดับทันที และจะติดขึ้นอัตโนมัตอีกครั้งเมื่อเราละเท้าออกจากแป้นเบรกหรือหมุนพวงมาลัยเพียงเล็กน้อย

ECON ระบบนี้จะควบคุมให้เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานสัมพันธ์เพื่อช่วยเรื่องความประหยัดอีกเช่นกัน ถ้าเปิดการทำงานไว้ ระบบจะควบคุมไม่ให้เกียร์เปลี่ยนช้าหรือมีจังหวะรอรอบ ทุกจังหวะการเปลี่ยนเกียร์จะสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ ระบบนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่จะเปิดไว้

ระบบ Auto Brake Hold เป็นระบบที่น่าสนใจ และน่าจะดีสำหรับคนที่ใช้รถในเมืองเป็นประจำและต้องเจอรถติดแบบหยุดนิ่งเป็นเวลานาน แต่ถ้าเดี๋ยวไปเดี๋ยวติด เหยียบเบรกเอาเองดีกว่า ถ้าจะใช้ก็ต้องมีสติสักหน่อย ไม่ใช่เผลอคิดไปว่ากด Auto Brake Hold เอาไว้ทั้งๆ ที่ไม่ได้กด แล้วละเท้าออกจากเบรก อาจจะเป็นเรื่องได้

ไปว่ากันถึงเรื่องของเครื่องยนต์ ย้ำอีกครั้งแล้วกัน ยังไม่ได้ลองขับรุ่นเครื่องยนต์เบนซินนะ หลังจากนี้ถ้ามีโอกาสได้ลองขับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ถ้าความรู้สึกหรือความเห็นเปลี่ยนไปจะมาแก้ไขและบอกกล่าวกันอีกที สำหรับตอนนี้ First Impression กับเครื่องยนต์ดีเซล

เรื่องเรี่ยวแรงกำลังผมชอบนะมันหึ่มๆ ดี อารมณ์ประมาณหนักเน่น ตอนออกตัวถามว่าอืดไหม ผมว่าก็ไม่ได้อืดจนเลวร้ายหรือรู้สึกแย่กับเครื่องยนต์ตัวนี้ และในการที่จะเติมคันเร่งเพิ่มกำลังงานก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกดหนักๆ แบบมิดด้าม เหยียบเพิ่มลงไปสักหน่อยรอบก็มาแล้ว ทั้งเวลาที่ออกตัวหรือเร่งแซง ไม่ต้องเค้นคันเร่งหรือลุ้นอะไรมากมาย ผมว่าเครื่องยนต์ดีเซลของ All New CR-V ก็เหมือนคนตัวใหญ่ๆ ที่มีเรี่ยวแรงดี การออกตัวแน่นอนว่าไม่ปรู๊ดปร๊าด แต่ก็มีแรงมีกำลังพอที่จะขับเคี่ยวในการทำความเร็วหรือเร่งแซงได้ตามที่ผู้ขับต้องการ ผมเลยรู้สึกว่ามันหึ่มๆ ดี

ช่วงล่างของ CR-V ใหม่ มีความนุ่มนวลและการยึดเกาะที่ดี จากในตำแหน่งของคนขับถือว่าความนุ่มนวลกำลังดี แต่ในตำแหน่งที่นั่งแถว 2 และ 3 ไม่แน่ใจ ไม่มีข้อมูลมาบอกกันเพราะไม่มีผู้ร่วมทดลองนั่งไปด้วย ถือว่าช่วงล่างด้านหน้าที่เป็น แม็คเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลัง มิลติลิงก์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง นั้นทำได้ดี ในการขับผ่านเนินหรือเหินคอสะพานการยุบตัวในด้านหน้าไม่ยุบจนหน้าหน้าทิ่มและดีดตัวขึ้นมาแบบทันทีทันใด มีจังหวะการยืดยุบที่นุมนวล ในขณะที่ด้านหลังก็ไม่เสียมีอาการอะไรเช่นกัน

เรื่องของเสียงในห้องโดยสารกับความเร็วระดับ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งในครั้งนี้ไม่ได้ลองถึงระดับความเร็วสูงสุด แต่จากที่ทดลองขับและวิ่งจับอัตราสิ้นเปลืองอยู่ 2 วัน พบว่าเรื่องของเสียงลมปะทะนั้นทำได้ดี แทบไม่มีเสียงลมให้ได้ยิน จะได้ยินก็คงมีแต่เสียงของเครื่องยนต์ที่เล็ดลอดเข้ามาบ้าง (ถ้ายืนนอกรถเสียงเครื่องถือว่าดังอยู่เหมือนกัน) และเสียงหลักๆ ที่ได้ยินตอนเดินทางก็คือเสียงที่สะท้อนขึ้นมาจากด้านล่างใต้ท้องรถ ถ้ากำจัดเสียงใต้ท้องได้ดีกว่านี้คงจะเยี่ยมมาก

ในเรื่องของเสียงฮอนด้าได้ให้ข้อมูลว่า เรื่อง NVH – Noise Vibration Harshness Performance ได้มีการปรับปรุงด้วยเช่นกันใน All New Honda CR-V เพื่อการลดเสียง แรงสั่นสะเทือน และความกระด้างไม่ว่าจะเป็นการปรับในส่วนของช่วงล่าง ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแขนยึดและเทรลลิงอาร์มจะถูกติดตั้งอยู่บนโครงสร้างตัวถังแบบ Unibody และใช้บุชยางที่มีการบรรจุของเหลวเป็นตัวยึด เพื่อลดเสียงดังรบกวน แรงสั่นสะเทือน และแรงกระชาก (NVH) ที่ส่งมาจากถนน มีการซีลตัวถังรอบคัน และการปรับปรุงในหลายๆ จุด

การลดเสียง แรงสั่นสะเทือน และความกระด้าง (Noise Vibration Harshness Performance – NVH)

ประสิทธิภาพในการลดเสียง แรงสั่นสะเทือนและความกระด้าง ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีจุดหลักๆ ที่ได้รับการปรับปรุงดังนี้

  • ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยการติดตั้งเพลาถ่วงสมดุล และลดเสียงดังของการทำงานด้วยการนำสายพานแบบโซ่มาใช้ในเครื่องยนต์
  • มีการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงอย่างยูรีเธน ใกล้กับตำแหน่งติดตั้งลำโพง ซึ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดเสียง
  • ปรับปรุงการก่อให้เกิดการส่งผ่านของเสียงที่เกิดขึ้นจากถนน เช่น การใช้ซับเฟรมแบบลอยตัว การใช้ระบบช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงค์ และการใช้บุชยางที่ภายในมีการบรรจุของเหลวเอาไว้กับระบบช่วงล่างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
  • ปรับปรุงความเงียบของเครื่องยนต์ในช่วงที่ทำการเร่งความเร็ว ได้แก่

– ติดตั้งระบบ Active Noise Control-ANC (สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 2.4 ลิตร )

– ใช้แท่นยึดเกียร์ที่มีการบรรจุของเหลวเอาไว้ข้างใน

– ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงเพิ่มเติม

– ติดตั้งตัวปิดบานพับฝากระโปรงหน้า

  • การติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงในห้องเครื่องยนต์

มีการติดตั้งวัสดุที่ช่วยในการดูดซับเสียง ฉนวนป้องกันความร้อนตามจุดต่างๆ ของห้องโดยสาร เช่น ด้านหน้า ด้านข้าง และบริเวณด้านหลังของช่วงฝากระโปรงหลัง มีการติดตั้งฉนวนบนฝากระโปรงหน้า แผ่นรองใต้ห้องเครื่องยนต์ และติดตั้งฉนวนดูดซับเสียงตรงบริเวณแผงหน้าปัด โดยภายในรถยนต์ ใช้พรมแบบชิ้นเดียว ซึ่งจะช่วยป้องกันความร้อน และช่วยลดเสียงดังเข้าสู่ห้องโดยสารได้ด้วย

อัตราสิ้นเปลือง All New Honda CR-V ดีเซล

การจับอัตราสิ้นเปลืองในครั้งนี้ขับตามสภาพการใช้งานจริงในเส้นทางย่านปริมณฑล ผมเริ่มสตาร์ทโดยการเติมน้ำมันเต็มถังที่ปั๊มน้ำมัน PT บนถนนเอกชัย (เยื้องโรงเรียนศึกษานารี บางบอน) เป็นการเติมแค่หัวจ่ายตัดเหมือนกับการใช้รถตามปกติ น้ำมันที่ใช้ ดีเซล PTmax

จากปั๊ม PT บนถนนเอกชัย มุ่งหน้าเมืองสมุทรสาคร – เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 2 (ธนบุรี – ปากท่อ) ขาออก มุ่งหน้าสมุทรสงครามโดยข้ามแม่น้ำแม่กลอง ลงจากสะพาน ร.2 แล้วกลับรถตรง TC Park ซึ่งตรงนี้จะได้ระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร กลับมาในเส้นทางเดิม ผ่านเมืองสมุทรสาคร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเอกชัยอีกครั้ง และเติมน้ำมันที่ปัณมเดิม

ผมวิ่งทดสอบในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. ช่วงที่ออกจากปั๊มมีประมาณรถมากแต่เคลื่อนตัวได้ด้วยความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนพระราม 2 ช่วงผ่านเมืองสมุทรสาครยังคงมีปริมาณรถมาก แต่สามารถใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้นที่ประมาณ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับไปจนได้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรจึงเริ่มที่จะทำความเร็วได้ระดับ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ในช่วงที่ทำความเร็วคงที่ได้ เลนขวาโล่งตลอดไปจนถึงจุดกลับรถ ได้ใช้ Cruise Control เพื่อรักษาระดับความเร็วไว้ที่ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อกลับรถมายังคงทำความเร็วได้อยู่ จนถึงช่วงสะพานข้ามแม้น้ำท่าจีนที่ต้องกลับไปใช้ความเร็วเมื่อในช่วงต้นที่ประมาณ 80-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง และถึงปั๊มน้ำมัน PT ปั๊มเดิม

  • ระยะทาง 111.2 กิโลเมตร
  • เติมน้ำมันกลับถัง 5.89 ลิตร (เป็นเงิน 155.7 บาท)
  • อัตราสิ้นเปลืองที่ได้ 18.87 กิโลเมตร/ลิตร (อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าจอ 19.5 กิโลเมตร/ลิตร)

ตัวเลขที่ได้ถือว่าทำอัตราสิ้นเปลืองได้ดีทีเดียว จะว่าใกล้เคียงตัวเลขที่ฮอนด้าแจ้งไว้ก็คงไม่ใช่เพราะอัตราสิ้นเปลือง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร นั้นเป็นของรุ่น DT – E หรือรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ

การขับไม่ได้มีการเลี้ยงรอบหรือพยายามที่จะทำให้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองออกมาดีแต่อย่างใด เพื่อความชัดเจนในวันรุ่งขึ้น ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันและในเส้นทางเดียวกันผมได้นำรถออกไปจับอัตราสิ้นเปลืองอีกครั้ง

การขับครั้งที่สอง ปริมาณรถค่อนข้างมาก หนาแน่นกว่าวันแรก ในช่วงแรกที่ออกจากถนนเอกชัยและช่วงผ่านเมืองสมุทรสาครใช้ความเร็วได้ไม่ต่างจากเดิม แต่ในช่วงที่ผ่านเมืองสมุทรสาครมุ่งหน้าสมุทรสงครามมีรถมาก และเจอรถช้าวิ่งขวาเป็นระยะๆ ทำให้ในครั้งนี้ไม่สามารถใช้ Cruise Control ได้ การทำความเร็วในทางตรงวันนี้จึงต้องเป็นการขับและควบคุมคันเร่งด้วยตัวเอง ซึ่งความเร็วที่ใช้อยู่ในช่วง 110-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง

มีการเปลี่ยนเลนตลอดเวลา มีการเร่งและเบรกอยู่ตลอดเช่นกันเพื่อรักษาระดับความเร็วและเป็นไปตามสภาพการจราจร ดูจากความเร็วและลักษณะการขับแล้ว ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองในครั้งนี้ไม่น่าจะดีเท่ากับครั้งแรกแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้น เส้นทางที่ใช้เส้นเดียวกัน แต่สภาพการจราจรคงไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นการขับจึงเป็นไปตามสภาพ

  • ระยะทางได้เท่าเดิม 111.2 กิโลเมตร
  • เติมน้ำมันกลับถัง 6.216 ลิตร (เป็นเงิน 166.8 บาท)
  • อัตราสิ้นเปลืองที่ได้ 17.88 กิโลเมตร/ลิตร (อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าจอ 18.4 กิโลเมตร/ลิตร)

ในวันที่นำรถไปคืนฮอนด้าที่ซอยสุขุมวิท 66/1 ได้ลองจับอัตราสิ้นเปลืองในเมืองด้วย แต่เป็นการจับโดยอ้างอิงจากตัวเลขบนหน้าจอซึ่งถือว่ามีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยราวๆ 6-7 ร้อยเมตร เริ่มเซ็ตเลขไมล์จากหน้าด่านทางด่วนพระราม 2 ปลายทางบางนา ออกช่องทางบางนา/พระโขนง เลี้ยวซ้ายไปยังสุมขุมวิท 66/1

วันนั้นทางด่วนรถค่อนข้างติด เคลื่อนตัวไปได้แบบช้าๆ ตั้งแต่หน้าด่านไปจนถึงจุดเบี่ยงซ้ายไปทางบางนา ในช่วงนี้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าจออยู่ที่ 12.8 กิโลเมตร/ลิตร จนผ่านช่วงมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รถเริ่มคล่องตัวและเริ่มทำความเร็วได้ จนถึงปลายทางที่บริษัทฮอนด้า ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าจอแสดงอยู่ที่ 15.1 กิโลเมตร/ลิตร เป็นอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในเมืองที่เก็บข้อมูลมาให้ดูกันในช่วงสุดท้ายของการทดลองขับ

ขอบคุณ : บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับรถทดลองขับในครั้งนี้

Facebook Comments

Share This Post

Lost Password

Register