Share This Post

Cream of Forum / Main Slider / Pickup / Retro Car

DATSUN 1300 “กระบะช้างเหยียบ” สุดยอดกระบะเรโทรสุดฮิตแบบฟรีสไตล์

DATSUN 1300 “กระบะช้างเหยียบ” สุดยอดกระบะเรโทรสุดฮิตแบบฟรีสไตล์
 

หลังจากที่ผ่านเก๋งยอดฮิต KE70 กันไปแล้ว คราวนี้มาถึงกระบะเรโทรที่เรียกว่ามีกระแสนิยมตลอดกาลกันบ้าง คือ “ดัทสัน ช้างเหยียบ” หรือ DATSUN 1300 อันเลื่องลือที่เรียกช้างเหยียบเพราะในอดีต รถรุ่นนี้โฆษณาแบบเอิกเกริกเพราะเล่นเอาช้างไปเหยียบกระบะหลัง ที่พยายามสื่อว่าแชสซีส์มีความแข็งแรง รับน้ำหนักบรรทุกได้เยอะกว่าคู่แข่ง โดยมีสโลแกนแบบ “หนักเอาเบาสู้” และก็ได้รับความนิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายในยุคนั้น แสดงถึงความแข็งแรงทนทานจริงๆ และในปัจจุบัน ดัทสัน ช้างเหยียบ ก็ยังมีคนใช้งานแบบเป็นจริงเป็นจังอยู่เยอะ ด้วยความที่มันเป็นรถทรวดทรงสวยงาม คลาสสิก แฝงด้วยความเป็นสปอร์ต จึงมีคนนำมาปั้นกันในแบบ Retro Style ซึ่งเปลี่ยนกระแสจากรถเก๋งมาเล่นกับกระบะบ้าง จนเห็นได้ว่า หากมีงานมีตติ้งรถเก่าที่ไหน ก็จะต้องมีกระบะช้างเหยียบจอดกันเต็มงาน แสดงถึงความนิยมที่ยังอยู่ ด้วยความที่รถมันพื้นฐานง่ายๆ ทนทาน ไม่ซับซ้อน ขับใช้งานทำมาหากินได้ โดยเฉพาะสาย “ตลาดนัด” แนวๆ นี่จะนิยมกันมาก เอาละครับ ก็มาถึงช่วงที่จะได้ทราบกันแล้วว่า ความเป็นไปเป็นมาของกระบะช้างเหยียบเป็นอย่างไร รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจในเชิง “คนเล่น” เอามาอย่างจะแจ้งเพื่อให้ตัดสินใจและเป็นข้อมูลได้

ประวัติ “ช้างเหยียบกระบะ”

เรื่องของ “ช้างเหยียบ” นั่นมาจากโฆษณาโทรทัศน์ ที่เป็นลูกค้าเข้ามาหารถกระบะสักคันไว้ใช้งาน โดยบอกว่าขอรถทนๆ บรรทุกหนักๆ ประมาณนั้น ภาพก็ตัดไปที่รถจอดอยู่ และเอาช้างมาเหยียบกระบะ เพื่อโชว์ถึงความแข็งแรง นี่แหละคือที่มาของ ช้างเหยียบ สำหรับประวัติตัวรถ เราก็ขอบรรยายส่วนหลักๆ นะครับ เพราะเราจะเน้นในด้านข้อมูลการตกแต่งจริงเสียมากกว่ามานั่งโม้ประวัติแบบ “ก๊อบวิกิ” มาจากนอก และก็ไม่ได้อะไรนอกจากข้อมูลมานั่งฝอยกัน สำหรับจุดกำเนิดของ DATSUN 1300 ที่เป็นชื่ออย่างเป็นทางการ รหัสซีรีส์รถว่า 620 ตัดสายสะดือเมื่อต้นปี 1972 ตัวแรกที่ออกมาจะเป็น กระบะหัวเดี่ยว แล้วก็จะแยกเป็นสองรุ่น คือ “ช่วงสั้น” ที่นิยมกันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ณ ตอนนี้ เพราะทรวดทรงดูทะมัดทะแมง ที่เรียกกันว่า “สี่ขอ” นั่นเอง หมายถึงมีขอผูกยึดของข้างกระบะ 4 อัน ส่วนอีกรุ่นเป็น “ช่วงยาว” อันนี้นิยมกันมากในสมัยก่อน เพราะบรรทุกได้เยอะ ด้วยความยาวระดับ 5 เมตร มีขอผูกยึดข้างกระบะ 5 อัน ตอนนี้คนไม่ค่อยนิยมเพราะรถมันดูยาวๆ ไม่สปอร์ตเท่าไร บางคนก็ไป “ย่นแชสซีส์” แต่มิติยังไงก็สู้รถ 4 ขอ แท้ๆ ไม่ได้ สำหรับเรื่อง “เกียร์” ถ้าเป็นรุ่นแรกๆ จะเป็น “เกียร์คอ” สุดคลาสสิก ส่วนรุ่นท้ายๆ จะเป็น “เกียร์กระปุก” แต่ยังไงเกียร์คอก็ได้อารมณ์รถคลาสสิกมากกว่า แต่ตอนนี้หาได้ยากเพราะส่วนใหญ่ก็จะเปลี่ยนเป็นเกียร์กระปุก เพราะเกียร์คอข้อต่อมันเยอะ เวลาบูชทองเหลืองหลวมๆ หรือเสีย แตก พอหาอะไหล่ยากก็เลยเล่นกับเกียร์กระปุกเลยง่ายกว่า แถมให้หน่อยแล้วกัน สำหรับรถในต่างประเทศ ก็จะมีรุ่นรถแบบอื่นๆ อีก เช่น รุ่น King Cab ออกจำหน่ายในปี 1977 และรุ่นสุดท้าย ในปี 1978 ก็มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์หลายอย่างให้ทันสมัย และปลอดภัยขึ้น เช่น เพิ่มดิสก์เบรกหน้าเข้ามา ให้เบรกได้ดีขึ้น สำหรับรุ่นรถก็คงไม่มีอะไรมากนัก เพราะกระบะโดยมากไม่ค่อยเปลี่ยนรุ่นครับ

บางอย่างก็โคตรดุ !!!

มาถึงส่วนสาระสำคัญ ในการพิจารณาการเล่นกับกระบะช้างเหยียบ ซึ่งตอนนี้มันมีรถให้เลือกเยอะครับ ราคาถูกแพงต่างกันแล้วแต่สภาพรถและของแต่งที่ใส่เข้าไป มีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนหลักแสน หรือสามแสนแบบทำเต็มๆ ก็มีให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าทำสวยจริงๆ ก็คุ้มเพราะค่าทำกับค่าของก็อ่วมแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ อะไหล่ที่แพงสุดก็คือ “ชุดของตัวถังและภายใน” ที่ส่วนมากจะเสื่อมเสียไปตามกาลเวลา ซึ่งรถเก่าถ้าจะให้สวยจริง ของเดิมภายนอกและภายในต้อง “ครบถ้วน” เพราะถ้าไม่ครบ หรือ ไม่เดิม โดยเฉพาะในชิ้นหลักๆ จะกลายเป็นรถขี้เหร่ในทันที ถ้าจะขาดของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของใหญ่ของหลักอยู่ก็ยังโอเคกว่า มาถึงขั้นตอนการเลือกรถกันแล้วครับ เป็นเรื่องสำคัญกว่าอย่างอื่น

  • ทรวดทรงรถเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นทรงที่โค้งมน มีเส้นสายมิติทรงเสน่ห์ โดยเฉพาะที่ข้างประตูจะเป็นทรงปีกที่ต่อเนื่องไปยังกระบะหลัง ตรงนี้แหละครับที่เป็นเอกลักษณ์ของกระบะช้างเหยียบ ปกติตรงนี้จะไม่ค่อยโดนชน แต่ยังไงก็ต้องดูให้เส้นสายคมชัดแบบธรรมชาติ ไม่ใช่คมชัดเกินเหมือนปั้นมาใหม่แบบผิดทรง พูดง่ายๆ ทรวดทรงเส้นสายมันต้องดูสอดคล้องกัน โดยมากถ้าคนเล่นจริงๆ ก็จะไปตามล่าพวก “ช้างเผือก” รถแห้งๆ เดิมๆ ตามต่างจังหวัดที่ยังพอมีให้เห็นกันอยู่เยอะ เพียงแต่จะเจอหรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเจอแล้วจังหวะดีๆ อาจจะได้รถดีแห้งเดิมในราคามิตรภาพมาครอบครอง แต่ถ้ารถสภาพทั่วไปก็จะทำสีมาแล้วตามสไตล์อันหลากหลาย สีโทนเดิมมั่งไม่เดิมมั่ง บางคนก็แนวฟรีสไตล์ ก็ขอให้ดูทรงรถต้องสวย อุปกรณ์ต่างๆ ต้องครบ จะได้ไม่เหนื่อยในการหาของภายหลัง
  • การแต่งก็จะมี 2 สไตล์ คือ สไตล์เน้นของเดิมสเป็กไทย ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอะไรมากนัก เอาไว้แห้งๆ เดิมๆ ก็ไม่ผิดกติกา แต่อีกสไตล์ที่จะหนักหน่วงหน่อย คือ JDM เป็นการแต่งแบบตัวท๊อปในญี่ปุ่น ซึ่งก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆ มากกว่าบ้านเรา พวกที่เสริมมานี่แหละแพง แต่อะไรจะแพงมั่ง อ่านต่อเลยอย่าให้เสียเวลา
  • สิ่งแรกที่แพง คือ “กระจังหน้าแว่น” ขอบไฟและรอบกระจังจะเป็นโครเมียม ซี่กระจังจะเป็นแบบตั้ง พร้อมโลโก DATSUN กับแถบสองสี ราคากระจังอันนี้ “เฉียดหมื่น” !!! ไม่ได้พูดเล่นครับเรื่องจริง แพงมากๆ ยิ่งสภาพดียิ่งแพง ตอนนี้หายากเพราะล่ากันชุดใหญ่ ส่วนกระจังบ้านเราจะเป็นแบบหน้าธรรมดา จะไม่มีกรอบแว่นไฟ เป็นพลาสติกซื่อๆ ชิ้นเดียว ซี่กระจังตั้งแบบห่าง อันนี้ไม่แพงครับ แต่ผมว่ามันก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบนะ ไม่ต้องมาเล่นเหมือนกันหมดก็ได้
  • พวกโครเมียมรางน้ำ อันนี้ก็หายาก ส่วนใหญ่จะหลุดหายตอนวิ่งเร็วๆ หรือหักกรอบไปตามกาลเวลา คู่นี้อย่างน้อยก็ต้องมี “ห้าพัน” พวกโลโกต่างๆ ของเดิมเบิกใหม่ พวก NOS หรือ New Old Stock ประมาณว่า “ของใหม่เก่าเก็บ” ไอ้นี่ก็แพง หรือของประมูลก็ไม่ถูกนัก ถ้าเป็นภายในไอ้ที่หายากก็จะพวก ช่องลม สวิทช์ไฟฉุกเฉิน ของจุกจิกต่างๆ แผ่นปิดช่องวิทยุที่มีโลโก้ ฯลฯ พวกนี้จุ๊กจิ๊กๆ แต่ชิ้นนึงฟังราคาแล้วหงายเหมือนกัน
  • พวกไฟต่างๆ รอบคัน ถ้าเป็นของบ้านเราก็ยังพอมีครับ แต่เป็นของเทียม ราคาไม่แพง ถ้าเป็นของเวอร์ชั่นนอก เช่น ไฟท้ายสเป็กอเมริกาที่เป็นสีแดงขาว ไฟเลี้ยวก็แดงครับตามกฏหมายอเมริกา ส่วนไฟเลี้ยวในกันชน ถ้าแพงต้องเป็นสีส้มล้วน ถ้าตัวปกติจะเป็นแบบส้มขาวมีไฟหรี่
  • แต่ขอบอกว่า อย่าได้ซีเรียสว่ามันมีแต่ของแพงๆ จะเล่นไหวไหม เพราะของบางอย่างที่เป็นของเทียมก็ยังมีขายอยู่เยอะ ราคาไม่แพง ใส่ให้มันครบไว้ก่อน เพียงแต่อาจจะไม่เท่เท่าของแท้หรือของสเป็กนอกเท่านั้นเอง อย่าไปซีเรียสครับ ทำตามงบ แต่จริงๆ แนะนำว่าให้เล่นวิธีสากล คือ ลองเข้าคลับดูครับ ในคลับก็จะมีของจากสมาชิกขายวนกันไปมา ลองดูครับเผื่อคุยกันถูกคอจะได้ของดีราคามิตรภาพ และได้รับคำแนะนำดีๆ ไป ว่าของพวกนี้ควรจะไปหาใคร ไปหาแหล่งไหน บางทีคุยกันถูกคอ “ชนแก้ว” กันสักหน่อย จะทำให้ลื่นคอมากขึ้น และได้ของที่พิเศษกว่าคนนอกคลับ อย่ากลัวครับ ลองไปพูดคุยก่อน แล้วก็ค่อยไปมีตติ้งตามคลับ จะได้รู้อะไรมากขึ้น

เรื่องราวเกี่ยวกับ “ช้างเหยียบ” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการวางเครื่องรวมไปถึงการปรับแต่งช่วงล่างให้อ่านกันต่อที่ Datsun 620 Part II

***บทความนี้จัดทำขึ้นและเป็นลิขสิทธิ์ของทางเว็บไซต์ www.motorshop.online แต่เพียงผู้เดียว สงวนสิทธิ์มิให้ผู้ใดนำไปใช้หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

บทความโดย : KKK

พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ MotorShop ได้ที่ Facebook.com/MotorShop

ดัทสันช้างเหยียบ อีกหนึ่งตำนานกระบะเรโทรที่คนไทยยังใฝ่หา ตัวนี้เป็นช่วงสั้น 4 ขอ กระจังแว่นนี่แหละของแพง
สันข้างและทรวดทรงต้องชัดสวยแบบนี้ (ก็นี่รถเดิมๆ นะ) เอารูปนี้เป็นตัวต้นแบบว่าทรงเดิมมันเป็นยังไง โลโก DATSUN 1500 ของตัวนอก ซึ่งบ้านเราจะเป็น 1300 Source : https://goo.gl/IWNyi1
ตัวนี้เป็นแบบช่วงยาว 5 ขอ มันจะยาวเกินไปจนดูแปลกๆ แต่ก็อยู่ที่คนทำด้วย ช่วงยาวทำสวยๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องล้อใหญ่หน่อย กระจังหน้าอันนี้เป็นแบบ “หน้าไม่แว่น” ธรรมดาๆ ซึ่งรถบ้านเราส่วนมากก็เป็นแบบนี้ ราคาไม่โหดเหมือนกระจังหน้าแว่น Source : https://goo.gl/RHxTup
เสน่ห์ของกระบะเรโทรอีกอย่าง คือ “รั้ว” หลังกระจกห้องโดยสาร อันนี้เอาไว้กั้นและผูกของได้สารพัดประโยชน์ เป็นรถที่ให้ใช้ขนของจริงๆ ซึ่งรถกระบะรุ่นใหม่บ้านเราไม่มีแล้ว เว้นแต่สเป็กออสเตรเลียยังมีอยู่
ภายในเดิมๆ จะแพงก็พวกคอนโซลกลาง ชั้นวางของที่เป็นอุปกรณ์สั่งพิเศษด้านคนนั่ง (ปกติจะไม่มีมา) ช่องแอร์ต่างๆ และโดยเฉพาะเหล่าสวิทช์ทั้งหลายนี่แพงจนจับไม่ลงถ้าไม่ได้งบตั๋งๆ จริง
ขุมพลัง J13 หรือ J15 (ไม่ใช่ JZ นะ) ตามแต่รุ่นที่ส่งไปจำหน่าย ฝาเติมน้ำมันเครื่อง “ตราช้าง” นี่ของมันต้องมี
Facebook Comments

Share This Post

Lost Password

Register