Share This Post

Main Slider / New Model Express / Sedan

Honda Jazz กับ Honda City สองตัวเลือกร่วมค่าย เลือกรุ่นไหนดี

Honda Jazz กับ Honda City สองตัวเลือกร่วมค่าย เลือกรุ่นไหนดี
 

Honda Jazz และ Honda City ต่างก็เป็นรถในกลุ่ม B-Segment ที่มียอดขายดีทั้งคู่ เพราะแม้จะเป็นรถคนละแบบคนละทรงกันเลย แต่ก็เป็นตัวเลือกที่คนซื้อมักนำมาเปรียบเทียบเพราะต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจไปคนละแบบ

ใครที่กำลังจะซื้อรุ่นใดรุ่นหนึ่งใน 2 รุ่นนี้ ถ้าไม่ได้มีธงที่ชัดเจนว่าจะเลือก Jazz หรือ City หรือแม้ว่าจะมีธงอยู่แล้วก็ตามที เมื่อได้ไปดูรถที่โชว์รูมบางทีก็อาจจะเกิดความลังเลขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะทั้งคู่ต่างก็มีความน่าสนใจไปคนละแบบ หน้าตาดีไซน์ก็สวยน่าขับไปคนละแนว เรื่องฟังก์ชันการใช้งานนี่ก็ตัดสินใจลำบาก ครั้นจะใช้เกณฑ์เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องยนต์หรือชื่อเสียงของยี่ห้อมาช่วยตัดสินก็ไม่ได้เสียด้วยเพราะเป็นรถร่วมค่ายเดียวกัน เครื่องยนต์และระบบต่างๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน 

ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะเลือก ฮอนด้า แจ๊ส หรือ ฮอนด้า ซิตี้ คงอยู่ที่ความชอบ ความรู้สึก และคุณสมบัติของตัวรถเป็นหลักล่ะว่าเมื่อพิจารณาแล้วสุดท้ายรุ่นไหนจะตอบโจทย์ตรงใจมากกว่ากัน

ถ้าคุณมีธงอยู่แล้วว่าชอบรถในสไตล์ไหนและรูปทรงแบบไหนระหว่างแฮทช์แบ็ก 5 ประตู แบบ Honda Jazz หรือซีดาน 4 ประตูแบบ Honda City ก็คงจบได้ไม่ยาก เพียงแค่เลือกรุ่นที่มีออปชั่นพอดีกับความต้องการและสีตัวรถที่โดนใจ

ถ้าชอบรถที่มีความอเนกประสงค์ กับเบาะหลังที่สามารถพับได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการยกฐานเบาะขึ้นเพื่อวางของแนวตั้งทรงสูง หรือการพับพนักพิงลงที่เมื่อพับแล้วจะราบเป็นระนาบเดียวกับพื้นรถเลย คำตอบก็ชัดเจนเช่นกันว่านั่นคือการโจทย์ของ ฮอนด้า แจ๊ส แต่ถ้าชอบรถยนต์นั่ง เน้นนั่งสบายจริงๆ ทั้งเบาะนั่งด้านหน้าและด้านหลัง คำตอบก็คือ ฮอนด้า ซิตี้ แต่ถ้าเงื่อนไขที่ว่ามาซึ่งเป็นคำตอบที่ดูจะเบสิกไปสักหน่อย เพราะไม่ว่าจะถามความเห็นจากใครหรือแม้แต่เซลส์เองก็จะได้คำตอบแบบนี้ แต่รู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ ยังตัดสินใจไม่ได้เลย ลองไปไล่เรียงดูเงื่อนไขอื่นๆ กันบ้าง เผื่อว่าจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ชอบรถแบบไหนสไตล์วัยรุ่นหรือดูภูมิฐานหน่อย

จะว่าไปแล้วทั้ง 2 รุ่นก็มีดีไซน์ที่มีความสวย ทันสมัย และวัยรุ่นได้ด้วยกันทั้งคู่ ขึ้นอยู่ที่ใครจะแต่งแบบไหน แต่ถ้าว่ากันตามตัวตน Jazz ก็ค่อนข้างจะไปทางวัยรุ่นซะมากกว่า ทั้งด้วยกลุ่มผู้ใช้ ดีไซน์ และขนาดตัวของรถที่ดูจะสันทัดกว่า City

City จะมีความยาวกว่า Jazz อยู่ราวๆ 40 ซม. ด้วยขนาดตัวที่ยาวกว่าพอสมควรกับรูปทรงของซีดานจึงอาจให้ความรู้สึกของการใช้งานที่ดูภูมิฐานอาจเหมาะกับคนวัยทำงานมากกว่า (มั้ง) แต่ถ้าเรื่องรูปแบบรถไม่ใช่ประเด็นปัญหา ถึงอายุไม่มากแต่อยากขับซิตี้ หรืออายุไม่น้อยแต่ก็อยากจะใช้แจ๊ส ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องของรสนิยมและความพอใจล้วนๆ เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นต้นที่ลองเกริ่นให้ลองพิจารณากันดูก่อนก็เท่านั้น บางคนอาจจะเอะใจก็ได้ว่า ณ ตอนนี้อาจเอนเอียงไปทางแจ๊ส แต่เมื่อใช้รถไปสัก 5-6 ปี เริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ถึงตอนนั้นซิตี้อาจจะเหมาะสมกว่าในระยะยาวก็ได้

เทียบรุ่นต่อรุ่น ฮอนด้า แจ๊ส จะแพงกว่า

ทั้ง Jazz และ City ที่นำมาเปรียบเทียบให้ดูกันในครั้งนี้เป็นรุ่นปรับโฉม MY2017 ทั้งคู่ โดยรุ่นย่อยจะเท่ากันคือมีทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ในรุ่นเริ่มต้น S MT มีราคาเท่ากันคือ 555,000 บาท ถัดไปในรุ่น S CVT ซึ่งเป็นเกียร์ออโต้รุ่นเริ่มต้นจนถึงรุ่นท็อปราคาของ ฮอนด้า แจ๊ส จะแพงกว่า 5,000-18,000 บาท (ราคา ฮอนด้า แจ๊ส / ราคา ฮอนด้า ซิตี้)

ถ้าจะเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 รุ่นนี้ก็อย่าลืมดูเรื่องของราคาด้วย ไม่เพียงแค่ส่วนต่างของราคาค่าตัว ยังต้องรวมถึงอัตราดอกเบี้ยและแคมเปญที่จะได้รับด้วย เท่าที่ดูๆ ดูเหมือนว่าอัตราดอกเบี้ยของ City จะมีโปรโมชั่นที่ค่อนข้างดีกว่า แต่ถ้าเรื่องราคายังไม่ใช่สาระสำคัญที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้อีก ไปว่ากันต่อในเรื่องของอุปกรณ์มาตรฐานที่จะได้รับ ว่าใครให้ได้ดีกว่าหรือมากกว่ากัน

อุปกรณ์มาตรฐานโดยรวมที่ให้มาของทั้ง 2 รุ่นไม่ต่างกันมาก จะต่างกันไปบ้างก็ในบางรุ่น บางรายการ เช่น อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกไฟหน้าในรุ่นเริ่มต้นถึงรุ่นกลางต่างก็เป็นมัลติรีเฟล็กเตอร์เหมือนกัน มีไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวันแบบ LED มาให้ ในขณะที่ แจ๊ส จะมีให้ตั้งแต่รุ่น V CVT ขึ้นไป แต่ ซิตี้ จะมีให้ในทุกรุ่นตั้งแต่ S MT ไปเลย เป็นต้น

ก็ไม่ถึงกับขนาดที่ว่า City มีให้ แต่ Jazz ไม่มีให้ ก็ต้องดูด้วยว่าจะซื้อรุ่นไหน เปรียบเทียบกันระหว่างรุ่นไหน ในส่วนของภายนอกอีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาคือ หากซื้อรุ่นท็อปและรองท็อป ตอนนี้จากรุ่น SV และ SV+ ซึ่ง ซิตี้ ยังมี 2 รุ่นนี้อยู่ แต่ทางด้าน แจ๊ส ตอนนี้จะเป็นรุ่น RS และ RS+ แล้ว ในเรื่องรายละเอียดของอุปกรณ์ภายนอกบางอย่างอาจดูสปอร์ตกว่า

เบาะหลังชอบแบบไหน นั่งสบายหรืออเนกประสงค์

ภายในห้องโดยสารเป็นอีกจุดหนึ่ง น่าจะเป็นจุดสำคัญสำหรับหลายๆ คนที่ลังเลระหว่าง 2 รุ่นนี้เลยก็ว่าได้ เพราะต่างก็มีจุดเด่นที่ต่างกันชัดเจน น่าสนใจไปคนละแบบจริงๆ ความเห็นที่ใครๆ มักจะใช้เป็นคำตอบ เน้นเบาะหลังนั่งสบายไป ซิตี้ เน้นเบาะหลังพับได้อเนกประสงค์เลือก แจ๊ส อาจเป็นความเห็นที่ดูกว้างๆ ใครๆ ก็พูดกัน แต่มันก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ

ต้องลองนั่ง ลองสัมผัสและชั่งใจดูล่ะว่า เมื่อซื้อรถไปแล้วจะมีโอกาสได้ใช้งานในลักษณะไหนมากกว่ากัน จากที่ผมเองลองนั่งลองสัมผัสมาก็เห็นเบาะหลังของ Honda City นั้น นั่งสบายกว่าจริงๆ ฐานเบาะที่มีความนุ่มที่พอดี องศาของพนักพิงที่นั่งได้สบาย เบาะนั่งด้านหลังจะมีหมอนรองศีรษะให้ 3 ตำแหน่ง แต่จะมีเพียงรุ่น SV+ เท่านั้นที่ปรับระดับได้ แต่แม้ว่ารุ่นอื่นๆ จะปรับไม่ได้ แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการนั่งเท่าไร ยังคงนั่งได้สบาย ทั้งตัวผมเองและทีมงานที่มีความสูงต่างกัน จากการลองนั่งเบาะหลังของ ฮอนด้า ซิตี้ ในรุ่นที่หมอนรองศีรษะไม่สามารถปรับได้ แต่ก็มีความเห็นเหมือนกันว่ายังคงนั่งได้แบบสบายๆ

สำหรับเบาะหลังของ Honda Jazz ด้วยรูปแบบเบาะนั่งของรถแฮทช์แบ็กรูปทรงและองศาของพนักพิงแน่นอนว่าคงไม่สบายเท่ากับรถยนต์แบบซีดานอย่าง ซิตี้ แต่ก็มีข้อดีอยู่สักหน่อยตรงที่อย่างน้อยพนักพิงเบาะหลังของ แจ๊ส ยังสามารถปรับเอนได้ 1 ระดับ พอช่วยให้นั่งได้สบายขึ้นและลดการเมื่อยล้าได้บ้างหากจะต้องนั่งเป็นเวลานาน

เบาะหลังของ แจ๊ส มีหมอนรองศีรษะให้ 2 ตำแหน่งและสามารถปรับระดับได้ในทุกรุ่น แต่รูปทรงของหมอบรองศีรษะก็จะเป็นรูปทรง L อาจจะไม่รับกับสรีระได้ดีเท่ากับรูปทรงหมอนรองศีรษะของ ซิตี้ อีกทั้งอีกจุดหนึ่งที่ไม่ชอบสักเท่าไรเกี่ยวกับหมอนรองศีรษะของ แจ๊ส คือ ในการปรับระดับสามารถล็อกได้แค่เพียงตำแหน่งเดียว บางครั้งก็ไม่พอดีกับความสูงของผู้นั่งสักเท่าไร

แต่เรื่องความอเนกประสงค์ของ แจ๊ส ก็ต้องยอมรับว่าเบาะหลังออกแบบฟังก์ชันการใช้งานได้ดีทีเดียว เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 โดยพนักพิงสามารถพับลงได้แบระนาบกับพื้นรถเลย นอกจากช่วยให้ได้พื้นที่วางของที่กว้างขึ้นแล้ว ยังสามารถวางของได้สะดวกอีกด้วย นอกจากนั้นฐานเบาะของที่นั่งด้านหลังก็สามารถพับขึ้นแนบกับพนักพิงได้ เพื่อการวางของในแนวตั้ง

น่าเสียหายเบาะหลังซิตี้พับได้แค่รุ่นท็อป

เบาะหลังของ Honda City ก็สามารพับพนักพิงลงเพื่อเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระได้เช่นกัน แต่มีเพียงรุ่น SV+ ซึ่งเป็นรุ่นท็อปรุ่นเดียวเท่านั้นที่พับได้ นี่ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งเหมือนกันนะที่ทำให้ตัดสินใจลำบาก จริงๆ ไม่ต้องพับได้อเนกประสงค์เหมือนกับ Jazz หรอก ขอแค่พับได้เอาไว้เพิ่มพื้นที่วางของอีกสักหน่อยในยามจำเป็นก็พอแล้ว ถ้า City รุ่นเริ่มต้นสามารถพับเบาะหลังได้บ้าง อาจจะไม่ต้องพับได้แบบ 60:40 เหมือนกับรุ่นท็อปก็ได้ พับแบบ 100% ไปเลยก็ได้ หลายคนก็อาจจะตัดสินใจง่ายขึ้นและหันมาเลือก ซิตี้

แต่ก็ว่าไม่ได้ก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของคนขาย ในเมื่ออะไรๆ ไม่เป็นไปแบบที่ต้องการเสียทีเดียว ก็ต้องลองชั่งใจกันดู

สำหรับเบาะนั่งด้านหน้า ตัวเบาะนั่งลองนั่งแล้วไม่ต่างกันสักเท่าไร นั่งได้สบาย พนักพิงมีปีกข้างที่โอบกระชับพอๆ กัน อีกสิ่งที่ต่างกันคงเป็นเรื่องดีไซน์ของแดชบอร์ดหรือคอนโซลหน้าล่ะ ไม่เหมือนกันนะ ก็ลองดูว่าชอบแบบไหน รูปทรงของคอนโซลก็สวยไปคนละแบบ แต่ดีไซน์ของมาตรวัดดูเหมือนว่า Jazz จะดูหวือหวากว่าสักหน่อย

รายละเอียดโดยรวม Jazz ค่อนข้างจะดีกว่า

ไม่เกี่ยวกับดีไซน์ ไม่เกี่ยวกับฟังก์ชั่นของเบาะหลัง ถ้าใครที่ไล่เรียงรายละเอียดต่างๆ ในการพิจารณาว่าจะเลือกรุ่นไหนดี มาตั้งแต่ต้น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นความต่างบางประการ ถ้าใครยังตัดสินใจไม่ได้อีก ยังรักพี่เสียดายน้องอาจจะใช้ข้อสังเกตที่ผมจะบอกต่อไปนี้ประกอบการตัดสินใจดูก็ได้ คือ รายละเอียดเล็กๆ น้อย จุดเล็กจุดน้อยที่เมื่อรวมๆ กันหลายจุดจะเห็นว่า Jazz ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างมีรายละเอียดที่ดีกว่า City อยู่สักหน่อย เช่น เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า แจ๊ส สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ แต่ ซิตี้ จะปรับไม่ได้ หรือในส่วนของห้องวางยางอะไหล่ใต้ห้องสัมภาระด้านหลัง แจ๊ส จะมีโฟมสำหรับวางอุปกรณ์มาให้ด้วย แต่ ซิตี้ จะไม่มีโฟมชิ้นที่ว่านี้มาให้ เป็นต้น

โดยสรุปก็ยังคงต้องบอกเหมือนที่ใครๆ ก็บอกกันว่า ถ้าต้องการเบาะหลังที่นั่งสบาย เน้นการเดินทาง ซึ่งจะว่าไปพื้นที่ห้องสัมภาระด้านหลังของ ซิตี้ ก็กว้างขวางพอประมาณทีเดียว ไม่ได้จะต้องขนของอะไรมากมายนัก คำตอบก็คงอยู่ที่ Honda City ซึ่งนอกจากเบาะนั่งด้านหลังที่นั่งสบายกว่าแล้ว ช่วงล่างก็จะมีความนุ่มนวลกว่า แจ๊ส ด้วยเหมือนกัน

แต่ถ้าชอบรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีฟังก์ชันการออกแบบเรื่องการปรับพับเบาะที่ดี ไม่ว่าจริงๆ แล้วจำเป็นต้องใช้ขนขอบอยู่บ่อยๆ หรือนานๆ จะได้ใช้ทีก็ตาม แต่ว่าชอบอะไรแบบที่ยืดหยุ่น ก็เลือก Honda Jazz แต่ก็ต้องยอมรับในเรื่องของช่วงล่างด้วยที่คงไม่ได้นุ่มนวลเหมือน ซิตี้ อาจจะกระด้างกว่าสักหน่อย และเรื่องของเสียงรบกวนที่อาจเกิดขึ้นได้จากเบาะนั่งด้านหลังที่ไม่ได้ยึดแบบติดตาย อาจมีเสียงก็อกแก็กรบกวนบ้าง ก็ต้องเข้าใจและยอมรับในเรื่องนี้

Facebook Comments

Share This Post

Lost Password

Register