Share This Post

Main Slider / New Model Express / SUV

รีวิว New Isuzu MU-X 2017 มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

รีวิว New Isuzu MU-X 2017 มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
 

Isuzu MU-X เป็นรถอเนกประสงค์แบบ SUV ของค่ายอีซูซุที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 โดยเป็นการทำตลาดต่อจาก Isuzu MU-7 นับตั้งแต่ปี 2013 ในเรื่องของการปรับโฉมหรือไมเนอร์เชนจ์นี่ถือว่าเป็นครั้งแรก แต่ถ้าพูดถึงการปรับเปลี่ยนที่สำคัญของรุ่นนี้นี่คงเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกที่มีการปรับเปลี่ยนคือเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ครั้งนั้นเป็นการเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ 1.9 Ddi โดยเปิดตัวในงาน Motor Show 2016 ผ่านไปประมาณ 1 ปี ก่อนหน้าที่จะมีงาน Motor Show 2017 อีซูซุก็ได้ทำการเปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ เป็นการเปิดตัวแบบส่งข้อมูลประชาสัมพันธ์ไม่ได้จัดงานแถลงข่าวแต่อย่างใด โดยเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2017

นอกจากเป็นการปรับโฉมครั้งสำคัญของ MU-X แล้ว ยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีในไทยของอีซูซุด้วย เดี๋ยวไปดูกันว่าการไมเนอร์เชนจ์หลังจากที่ทำตลาดมานานถึง 4 ปีแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

การไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้มีการปรับปรุงดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้นิยาม Signature of Privilege ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้ใช้รถยุคใหม่ได้สูงสุดในทุกด้าน มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 Ddi Blue Power ในราคาเริ่มต้น 1,099,000 บาท ในส่วนของรุ่นย่อยยังมี 6 รุ่นย่อยเช่นเดิม แต่ในส่วนของราคาในทุกรุ่นย่อยมีการปรับเพิ่มแตกต่างกันไป โดยราคาใหม่เป็นไปตามนี้

รุ่นและราคาของ New Isuzu MU-X

  • 1.9Ddi CD A/T 4×2 : ราคา 1,099,000 บาท
  • 1.9Ddi DVD M/T 4×2 : ราคา 1,214,000 บาท
  • 1.9Ddi DVD A/T 4×2 : ราคา 1,264,000 บาท
  • 1.9Ddi DA DVD Navi A/T 4×2 : ราคา 1,329,000 บาท
  • 3.0Ddi DA DVD Navi A/T 4×2 : ราคา 1,374,000 บาท
  • 3.0Ddi  DA DVD Navi A/T 4×4 : ราคา 1,474,000 บาท

เมื่อมีการเปิดตัวใหม่เป็นธรรมดาที่จะต้องมาพร้อมสีใหม่ที่เป็นสีเปิดตัวด้วยสำหรับสีใหม่ของ NEW MU-X ในครั้งนี้เป็นสีน้ำตาลฮาวานา (Havana Brown) ส่วนสีอื่นๆ อีก 4 สีที่มีให้เลือกประกอบด้วยสีเงินไอซ์เบิร์ก (Iceberg Silver) สีบรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver) สีขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White) และสีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)

มิติขนาดตัวโดยรวมแล้วยังเป็นไปตามเดิมคือมีความยาวอยู่ที่ 4,825 มม. ความกว้าง 1,860 มม. ความสูง 1,860 มม. ความยาวของระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,845 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า / หลัง 1,570 / 1,570 มม. ความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถ 230 มม. ระยะดังกล่าวนี้อ้างอิงจากรุ่น 3.0Ddi  DA DVD Navi A/T ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นรองจากนี้หรือรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ในส่วนของความสูงตัวรถจะอยู่ที่ 1,825 มม. และความสูงใต้ท้องจะอยู่ที่ 220 มม.

มาถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของดีไซน์รวมไปถึงออปชั่นต่างๆ ของ New Isuzu MU-X รุ่นปรับโฉมปี 2017 มาดูกันที่ภายนอกก่อน เริ่มจากด้านหน้า ด้านหน้าแม้ดูเผินๆ อาจจะคล้ายๆ เดิม แต่ก็มีการปรับทั้งส่วนของโคมไฟหน้า กระจังหน้า และกันชนหน้า ในส่วนของรายละเอียดหรือดีเทลของดีไซน์

โคมไฟหน้าจากเดิมเป็นแบบโปรเจ็กเตอร์ตอนนี้เป็นโคมแบบ Bi-LED แล้ว และจะเห็นว่าดีไซน์ของโคมต่างไปจากเดิมด้วย ตรงส่วนที่ต่อเนื่องกับกระจังหน้ามีการหักมุมตรงส่วนล่างของโคม นอกจากนั้นภายในโคมยังมาพร้อม LED Guiding Light และไฟ Daylight กับระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติที่มามาให้ในทุกรุ่น

กระจังหน้ายังคงเป็นแถบโครเมียมแนวนอนขนาดใหญ่ ดูเหมือนว่าจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีการปรับดีไซน์ใหม่ ดูดุดันและโฉบเฉี่ยวขึ้น หากมองจากมุมด้านหน้าตรงๆ จะเห็นว่าแถบโครเมียมกับเส้น LED Guiding Light ของโคมไฟหน้านั้นต่อเนื่องกัน ถัดลงไปด้านล่างรูปทรงของกันชนหน้าก็จะต่างไปจากเดิม พร้อมกันนั้นตรงเบ้าไฟตัดหมอกมีการเพิ่มแถบโครเมียมขึ้นมาด้วย

กันชนหน้าและหลังจะเป็นสีทูโทนคือ สีเดียวกับตัวรถตัดกับสีเทาอ่อน เมื่อมองรอบคันจะเห็นความต่อเนื่องของกันชนหน้าและหลัง โดยมีบันไดข้างเป็นตัวเชื่อม

กระจกมองข้างในทุกรุ่นจะเป็นแบบโครเมียม ยกเว้นรุ่นเริ่มต้นเพียงรุ่นเดียวที่จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ มาพร้อมไฟเลี้ยวในตัวแบบ LED ปรับและพับไฟฟ้า รวมถึงมือเปิดประตูด้วยที่เป็นโครเมียมในทุกรุ่นยกเว้นรุ่นเริ่มต้น 1.9Ddi CD A/T 4×2 ที่เป็นสีเดียวกับตัวรถ

สิ่งที่ดูจะต่างไปจากเดิมสำหรับมุมมองในด้านข้างนี้น่าจะเป็นตรงส่วนของ Roof Spoiler ที่เป็นทรงใหม่ และล้ออัลลอยลายใหม่ Cross Star ขนาด 7.0J x 18 นิ้ว  มาพร้อมยาง 255/60R18 จะมีรุ่นเริ่มต้นเพียงรุ่นเดียวที่ขนาดของล้อและยางจะต่างไปจากรุ่นอื่น ล้อที่ได้จะเป็นล้ออัลลอยขนาด 7.0J x 16 นิ้ว ยาง 245/70R16

ด้านท้ายโคมไฟท้ายจากเดิมที่เป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ตอนนี้เป็น LED เรียบร้อยแล้ว ตัวโคมยังเป็นทรงเดิม แต่ดีไซน์ในตัวโคม อีซูซุเรียกดีไซน์นี้ว่า Sharp Horizon ในส่วนของฝาท้าย แถบโคมเมียมเหนือที่ติดแผ่นป้ายยังเป็นแบบเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือส่วนของกันชนหลังซึ่งจะดูเต็มและดูสปอร์ตมากขึ้น และทุกรุ่นยกเว้นรุ่นเริ่มต้นอีกเช่นกันจะได้สปอร์ยเลอร์พร้อมไฟเบรกติดตั้งมาให้ด้วย และสาอากาศแบบ Shark Fin

นอกจากดีไซน์ที่เปลี่ยนไปแล้ว New Isuzu MU-X รุ่นปรับโฉมนี้ที่ด้านท้ายจะมีป้ายที่แสดงว่านี่เป็นรุ่นปรับโฉมครบรอบ 60 ปี ของอีซูซูในไทยกำกับเอาไว้ด้วย ข้างๆ โลโก้ ISUZU ด้านซ้าย

ไปดูภายในห้องโดยสารกันต่อ เมื่อเปิดประตูออกความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับภายในคือ โทนสีของห้องโดยสารที่มาในแบบทูทโนสีเบจ (Sandstone Beige) และสีดำ และดีไซน์ของเบาะนั่ง รูปทรงของเบาะเป็นทรงเดิมแต่การตัดเย็บหรือลายของเบาะจะต่างไปจากเดิม

ไล่ตั้งแต่แดชบอร์ด แดชบอร์ดีไซน์เดิมสิ่งที่ต่างเป็นเรื่องของวัสดุและการตกแต่งและมาพร้อมโทนสีทูโทนอย่างที่บอกไปโดยส่วนบนจะเป็นสีดำและส่วนล่างจะเป็นสีเบจ จากด้านซ้ายช่องแอร์จะตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black ด้านใต้มีช่องเล็กๆ ซ่อนเอาไว้ สามารถดึงออกมาและเก็บของได้ ถัดไปมีถุงลมนิรภัย Dual SRS Airbags ให้ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีให้ทุกรุ่น

ถัดจากตำแหน่งของถุงลมนิรภัยเป็นช่องเก็บของแบบ 2 ชั้น ขอบของช่องเก็บของด้านบนมีการตกแต่งด้วยลายไม้ Fine Walnut พร้อมโลโก้ MU-X ช่องเก็บของด้านบนเปิดแบบยกขึ้น นอกจากเป็นที่เก็บของแล้วตรงนี้ยังมีช่องจ่ายไฟ DC 12 โวลท์ให้ใช้งานด้วย 1 จุด ช่องเก็บของด้านล่างเปิดแบบง้างออกมีพื้นที่ให้เก็บของต่างๆ ได้พอประมาณ

ต่อมาตรงส่วนเซ็นเตอร์ของแดชบอร์ดยังคงเป็นดีไซน์แบบสมมาตรเช่นเดิมคือมีจอมัลติมีเดียอยู่ตรงกลางและประกบด้วยช่องแอร์ซ้ายและขวา ตกแต่งขอบด้วยแถบสีเงิน เหนือขึ้นไปด้านบนยังคงมีช่องเอาไว้ให้วางของเล็กๆ น้อยๆ ได้อีกหนึ่งจุด

ระบบเครื่องเสียงในรุ่นเริ่มต้น 1.9Ddi CD A/T 4×2 จะเป็นแบบ 2 DIN รองรับ CD 1 แผ่น รองรับแค่ Mini USB / AUX และรองรับ Bluetooth ถัดมาในรุ่น 1.9Ddi DVD M/T 4×2 และ 1.9Ddi DVD A/T 4×2 ใน 2 รุ่นนี้เครื่องเสียงจะเป็น 2 DIN รองรับ DVD 1 แผ่น แต่หน้าจอสัมผัส จะเป็นขนาด 7 นิ้ว มีช่องเชื่อมต่อ USB/AUX และรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth

ส่วน 3 รุ่นบน 1.9Ddi DA DVD Navi A/T 4×2, 3.0Ddi DA DVD Navi A/T 4×2 และ 3.0Ddi  DA DVD Navi A/T 4×4 จะเป็น 2 DIN รองรับ DVD 1 แผ่น แต่หน้าจอจะเป็นแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มีช่องเชื่อมต่อ USB/AUX และรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ลำโพง 8 ตำแหน่ง (รวมทวีตเตอร์ และ Roof Speaker) รุ่นอื่นมีลำโพงให้ 6 ตำแหน่ง นอกจากนั้นใน 3 รุ่นนี้ระบบเครื่องเสียงยังรองรับระบบ ISUZU iCONNECT และการแชร์ภาพจากหน้าจอสมาร์ทโฟนไปยังหน้าจอมัลติมีเดียแบบ Air Mirroring หรือระบบ Wireless Mirroring และทั้ง 3 รุ่นบนนี้จะมีระบบนำทาง Navigator แบบ Built-in มาให้ด้วย

อย่างหนึ่งที่ชอบในการออกแบบตรงส่วนของเครื่องเสียงหรือหน้าจอคือปุ่มควบคุมที่วางปุ่มกดในแนวระนาบ ผมรู้สึกว่ามันรับกับองศาของนิ้วเวลาที่เราจะกดปุ่ม เมื่อเอื้อมมือหรือนิ้วไปที่ปุ่มก็กดได้ง่ายๆ ต่างกับปุ่มในแนวตั้งที่จะต้องกดในลักษณะจิ้มหรือกด (Push) เข้าไป ส่วนตัวรู้สึกว่าปุ่มแบบนี้กดถนัดดี

ช่องใส่ DVD จะอยู่ด้านล่างหน้าจอ และถัดลงไปด้านล่างจะเป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศทรงกลม และถัดลงไปด้านใต้ ซึ่งค่อนข้างจะซ่อนไปด้านใต้สักหน่อยจะเป็นส่วนของช่องเสียบ USB และช่องจ่ายไฟ DC 12 โวลท์อีก 1 จุด และด้านใต้ยังมีช่องเก็บของไว้วางของเล็กๆ น้อย ก่อนที่จะเป็นส่วนของคอนโซลเกียร์ซึ่งตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาหรือ Piano Black อีกหนึ่งจุดตัดด้วยขอบสีเงินซึ่งต่อเนื่องกับด้านบน ส่วนด้ามเกียร์ตกแต่งด้วยลายไม้ ในรุ่นเริ่มต้นหัวเกียร์จะเป็นสีดำทั้งหมด และรุ่นถัดมาจะตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน

จากเซ็นเตอร์มาทางขวาก็จะเป็นส่วนของมาตรวัดซึ่งมองผ่านๆ อาจจะคล้ายๆ เดิม แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นคือดีไซน์ ตรงขอบตกแต่งที่เป็นแถบสีเงินจากเดิมแถบสีเงินตรงนี้จะเชื่อมต่อถึงกัน แต่ในรุ่น MY2017 ช่วงกลางจะถูกตัดออก นั่นเป็นเพราะเหนือจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Color Display MID มีการใส่คิ้วโครเมียมตกแต่งเพิ่มเติมเข้าไป ในส่วนของมาตรวัดยังเป็นมาตรวัดเรืองแสงแบบ Super Vision

พวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนัง ปรับระดับสูงต่ำได้ มีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise control) ที่พวงมาลัย การสตาร์ทเครื่องยนต์เป็นแบบกดปุ่มมีให้ใน 3 รุ่นบน ปุ่ม Push Start ค่อนข้างใหญ่ วางอยู่ในตำแหน่งด้านซ้ายบริเวณใต้พวงมาลัย

ใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับมีช่องเก็บของเหมือนกับฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า และพัดลงมาเป็นแฟงที่ติดตั้งปุ่มควบคุมกระจกมองข้าง และสวิทช์เปิด-ปิดการทำงานของระบบ ISS (Idling Stop / Start System) ซึ่งระบบนี้ในรุ่น 1.9Ddi DVD M/T 4×2 เป็นรุ่นเดียวที่ไม่มีเพราะเป็นเกียร์ธรรมดา

ด้านบนเหนือศรีษะของที่นั่งด้านหน้า แน่นอนล่ะมาพร้อมที่บังแดด 2 ข้าง ตรงกลางเป็นแผงไฟส่องสว่างด้านหน้า 2 ดวงพร้อมช่องใส่แว่นตา กระจกมองหลังนอกจากเป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติแล้ว Isuzu MU-X ยังมีฟังก์ชันกล้องส่องภาพหน้ารถติดมาให้ด้วย ตัวกล้องจะอยู่ด้านหลังของกระจกมองหลังที่เลยพร้อมช่องใส่การ์ด

แผงประตูมาครั้งนี้จัดเต็มยิ่งกว่าเดิมในส่วนของที่ท้าวแขน ที่ว่าจัดเต็มคือการบุหนังสังเคราะห์เพื่อรองรับการสัมผัสเต็มพื้นที่ท้าวแขนมากขึ้นจากเดิมที่จะบุหนังสังเคราะห์ให้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น การตกแต่งตรงแผงสวิทช์ควบคุมกระจกเป็น Piano Black และเสริมด้วยลายไม้ตรงแถบด้านบนที่ต่อเนื่องกับมือเปิดประตูซึ่งเป็นโครเมียม

ประตูของทุกรุ่นมาพร้อมเซ็นทรัลล็อก แต่จะมีเพียง 5 รุ่นบนที่จะมีฟังก์ชัน Speed Auto Lock หรือระบบล็อกอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งมาให้ด้วย ส่วนกระจกไฟฟ้ามีฟังก์ชันเลื่อนขึ้น-ลงอัตโนมัติที่ด้านคนขับมาให้ทุกรุ่น

เบาะนั่งทรงเดิมแต่รูปแบบของลวดลายเปลี่ยนไปอย่างที่บอกจะเป็นลายตารางหรือ Sport Cut ก็ดูสวยไปอีกแบบหนึ่ง วัสดุหุ้มเบาะเป็นกึ่งหนังแท้สี Sandstone Beige หรือสีเบจ (รุ่นเริ่มต้นเป็นเบาะผ้า) เบาะนั่งด้านหน้าฟังก์ชันปรับไฟฟ้ามีให้เฉพาะด้านคนขับเท่านั้นปรับได้ 6 ทิศทาง

พื้นที่ด้านหน้านี้กว้างขวางพอประมาณ การเข้าออกสะดวก ประตูเปิดได้กว้างและมีระยะที่สามารถก้าวขึ้นหรือลงได้อย่างสบายๆ การนั่งยิ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นตำแหน่งที่นั่งแยกอิสระ และสามารถปรับได้ทั้งการเลื่อนเข้าออกและปรับองศาของพนักพิง และทรงเบาะเดิมของ MU-X นี้ก็ถือว่านั่งได้สบายดีอยู่แล้ว

ระหว่างเบาะนั่งคู่หน้ามีที่ท้าวแขนซึ่งเป็นกล่องเก็บของด้วย ที่ท้าวแขนบุด้วยวัสดุนุ่มและหุ้มด้วยหนังแบบเดียวกับเบาะนั่ง ตรงส่วนหน้าของที่ท้าวแขนมีช่องให้วางแก้วได้ 2 ช่อง

ประตูหลังที่ท้าวแขนบุวัสดุนุ่มหุ้มหนังตลอดแนวและมีการตกแต่งด้วย Piano Black และลายไม้เช่นกัน เบาะนั่งแถวที่ 2 นี้รองรับผู้โดยสาร 3 ที่นั่ง แบ่งพื้นที่แบบ 40:20:40 (ที่นั่งตรงกลางคงเหมาะกับคนตัวเล็กๆ หน่อย) มีหมอนรองศรีษะให้ทั้ง 3 ตำแหน่ง แต่หากนั่งกัน 2 คน พนักพิงของที่นั่งตรงกลางสามารถดึงลงมาเป็นที่ท้าวแขนได้เมื่อกลางออกยังวางแก้วได้อีก 2 ใบ

ที่นั่งหลักด้านซ้ายและขวามีพนักพิงที่ค่อนข้างใหญ่ รวมถึงฐานเบาะนั่งด้วย ในตำแหน่งที่นั่งแถวที่ 2 นี้แม้ว่าจะไม่สามารถปรับระยะเบาะนั่งเลื่อนเดินหน้าหรือถอยหลังได้ แต่ก็มีพื้นที่วางขาหรือ Leg Room ให้พอสมควร ถือว่านั่งได้แบบสบายๆ แม้จะเป็นคนตัวใหญ่สักหน่อย และแม้จะปรับเลื่อนเดินหน้าถอยหลังไม่ได้ แต่พนักพิงก็ยังปรับเอนได้ 3 ระดับ

มีที่วางของให้ใช้คือที่วางแก้วที่ประตู และช่องเก็บของด้านหลังของเบาะนั่งคู่หน้า โดยด้านหลังของเบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารด้านหน้านอกจากช่องเก็บของแล้วยังมีที่ให้แขวนของได้ด้วย ด้านล่างหลังคอนโซลกลางหรือที่ท้าวแขนของเบาะหน้ามีพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟ 1 แอมป์ 1 ช่อง และ 2 แอมป์ 1 ช่อง และช่องจ่ายไฟสำรอง AC 220 โวลท์อีก 1 จุด

ด้านบนหลังคามีจอไว้ดูหนังฟังเพลงแยกให้อีกจอหนึ่ง สามารถกางออกและพับเก็บได้ มีไฟส่องสว่างให้อีก 2 ตำแหน่ง แยกฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา มีช่องแอร์และ Roof Speaker ติดตั้งอยู่ด้วยด้านบนเพดานตรงบริเวณนี้

การพับเบาะนั่งแถวที่ 2 พับได้ 2 ลักษณะคือพับเฉพาะพนักพิงลงและพับตลบคือพับพนักพิงลงและยกฐานเบาะขึ้นตลบไปชนอยู่กับด้านหลังของพนักพิงเบาะหน้า ในกรณีที่ต้องการก้าวขึ้นลงเบาะนั่งแถวที่ 3

การพับตลบทำได้ในจังหวะเดียวคือดึงคันโยกที่อยู่เหนือพนักพิงของเบาะนั่งแต่ละฝั่ง สามารถพับแยกกันได้แบบ 60:40 เพื่อให้การพับตลบเบาะราบรื่นอย่าลืมเลื่อนหมอนรองศรีษะให้อยู่ในตำแหน่งต่ำสุดก่อนด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะค้ำและพับหรือตลบได้ไม่สุด

เบาะนั่งแถวที่ 3 การขึ้นลงเบาะนั่งแถวที่ 3 สำหรับคนตัวใหญ่อย่างผมจะค่อนข้างลำบากอยู่สักหน่อย ด้วยพื้นที่และมุมทางเข้า จริงๆ ประตูหลังก็เปิดได้กว้างพอประมาณ แต่การจะก้าวเข้าไปยังเบาะแถวที่ 3 จะต้องตลบเบาะแถวที่ 2 ก่อน ซึ่งเมื่อเบาะแถวที่ 2 ถูกตลบลงมาแล้วทำให้กินพื้นที่ทางเข้าไปส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคนตัวเล็กหน่อยก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรตรงนี้ ยิ่งเด็กๆ ยิ่งสบาย

แต่เมื่อเข้าไปได้แล้วกับการนั่งเบาะแถวที่ 3 คนตัวใหญ่อย่างผม สูงประมาณ 175 ซม. นั่งได้อยู่นะ นั่งได้เลย ขาและเข่าไม่เบียดชิดและยันกับพนักพิงของเบาะแถวที่ 2 ระยะ Head Room เหลือสัก 10 ซม. เห็นจะได้ แต่ท่านั่งอาจไม่ได้สบายนัก หลังตรงตามรูปทรงของเบาะที่พนักพิงเป็นดีไซน์เรียบๆ ตรงๆ และด้วยระดับของฐานเบาะและพื้นที่เข่าก็จะต้องวางในลักษณะที่ฟิกสักหน่อย

ที่นั่งแถวที่ 3 มีหมอนรองศรีษะให้ทั้ง 2 ที่นั่ง โดยเมื่ออยู่ในตำแหน่งพับเก็บระดับของหมอนรองจะเสมอกับพนิกพอดี ถ้าใครตัวสูงก็นั่งได้เลย ไม่ต้องยกหมอนรองขึ้นก็ได้ ระหว่างที่นั่งมีช่องเก็บของเล็กๆ ไว้ให้ใส่ให้วางของได้ และมีที่ท้าวแขนที่ค่อนข้างใหญ่ ท้าวได้เต็มๆ แขน พร้อมที่วางแก้ว

มาถึงส่วนท้ายกันแล้วกับที่วางสัมภาระด้านหลัง เมื่อเปิดฝากระโปรงหลังขึ้นสิ่งที่จะพบในด้านหลังก็จะมีกล่องเก็บเพื่อวางของเปียก วางของชิ้นเล็กๆ ให้เป็นสัดส่วน ที่ผนังด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งมีตะขอไว้ให้ยึดหรือรัดสิ่งของ โดยที่ด้านซ้ายจะมีช่องเสียบไฟให้อีก 1 จุดด้วย และเหนือขึ้นไปด้านก็จะมีไฟส่องสว่างให้อีก 1 จุด

การเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระก็ทำได้ตั้งแต่พับพนักพิงเบาะนั่งแถวที่ 3 ลงซึ่งพับได้แบบ 50:50 การพับสามารถพับได้ทันทีในขณะที่กำลังวางของหรือยืนอยู่ด้านท้ายโดยดึงเชือกที่อยู่ด้านหลังของพนักพิงทั้ง 2 ตัวนั่นเอง และหากต้องการเพิ่มที่มากขึ้นอีกก็สามารถพับพนักพิงเบาะนั่งแถวที่ 2 ลง ซึ่งเมื่อพับพนักพิงทั้งเบาะนั่งแถวที่ 2 และแถวที่ 3 จะได้พื้นที่วางของซึ่งเกือบๆ จะอยู่ในแนวระนาบที่ขนานกับพื้นพอดี

ระบบความปลอดภัยของ New Isuzu MU-X ในครั้งนี้ได้เพิ่ม ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) มาให้อีกหนึ่งระบบนอกจากระบบเหล่านี้ที่มีให้อยู่แล้ว

  • ไฟตัดหมอกคู่หน้า
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ประตูเสริมคานเหล็กเพื่อความปลอดภัย
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อม EBD และ BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESC
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว TCS
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC
  • แอร์แบคคู่หน้า (Dual SRS Airbags)
  • เข็มขัดนิรภัย แถวที่ 1 : คู่หน้าแบบ ELR 3 จุดแบบปรับระดับได้
  • เข็มขัดนิรภัย แถวที่ 2 : แบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัย แถวที่ 3 : แบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
  • จุดยึด Isofix ที่เบาะนั่งแถวที่ 2
  • สัญญาณกันขโมย
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนได้
  • แผงลวดไล่ฝ้าที่กระจกมองหลัง
  • ระบบกันกระจกไฟฟ้าหนีบด้านผู้ขับขี่ (Jam Protection)
  • กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับโฉมของ New Isuzu MU-X ในปี 2017 นี้ ที่ MotorShop นำมารีวิวให้ดูกันเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ ในส่วนของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่างคงไม่ลงรายละเอียดเพราะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามเดิมคือ มีเครื่องยนต์ 1.9 Ddi และ 3.0 Ddi คงอยู่ที่ว่าชอบแบบไหน ต้องลองไปขับกันดูว่าเครื่องตัวไหนจะตอบสนองได้ตรงใจมากกว่ากัน

ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์กับ MotorShop ได้ที่ Facebook.com/MotorShop

Facebook Comments

Share This Post

Lost Password

Register