Share This Post

Main Slider / New Model Express / Sedan / Sports

รีวิว New Mazda3 เพิ่มเติมเทคโนโลยีเน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น

รีวิว New Mazda3 เพิ่มเติมเทคโนโลยีเน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนสกายแอกทีฟไปแล้วสำหรับ New Mazda3 คอมแพกคาร์ที่มากด้วยเทคโนโลยี ซึ่งมาพร้อมการประกาศตัวเป็นคอมแพกคาร์ในระดับพรีเมียมทัดเทียมกับยนตรกรรมฝั่งยุโรป ใครที่กำลังจะซื้อรถในกลุ่มนี้หากยังไม่ได้มีตัวเลือกในดวงใจที่เจาะจงเอาไว้แล้ว ไหนๆ ตอนนี้มาสด้าก็มีตัวเลือกซึ่งเป็นรุ่นใหม่ออกมา ไปดูและพิจารณากันสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย เดี๋ยวไปดูรายละเอียดต่างๆ ของรถรุ่นนี้พร้อมๆ กันเลยครับ

Mazda3 ใหม่ ปรับราคาเพิ่ม 14,000 บาท

มาดูกันที่รุ่นย่อยและราคาก่อนเลย รุ่นย่อยของ มาสด้า3 ใหม่ยังเหมือนเดิมคือ มีรุ่น E, C, S และรุ่น SP เป็นรุ่นท็อป โดยในครั้งนี้รุ่น 4 ประตูหรือซีดาน (Sedan) จากเดิมที่มีเพียง 3 รุ่น ตอนนี้มาสด้าได้เพิ่มรุ่น SP เข้ามาแล้ว ดังนั้น มาสด้า3 ใหม่รุ่นซีดานก็จะมี 4 รุ่นย่อยเท่ากับรุ่น 5 ประตูหรือแฮทช์แบ็ก (Hatchback) พร้อมกับออปชั่นต่างๆ ที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นครั้งนี้ก็จะไม่มีปัญหาสำหรับคนที่ชอบรุ่นซีดานและอยากได้ออปชั่นแบบจัดเต็มเหมือนกับรุ่นแฮชท์แบ็ก

รุ่นย่อยยังเป็นไปตามเดิมทว่าราคามีการปรับขึ้นรุ่นละ 14,000 บาทสำหรับรุ่น E, C และ S ส่วนรุ่นท็อปอย่าง SP ราคาจะเพิ่มขึ้น 25,000 บาท โดยรุ่นย่อยและราคาของ New Mazda3 มีดังนี้

Hatchback :

  • รุ่น 2.0E Sports ราคา 847,000 บาท
  • รุ่น 2.0C Sports ราคา 928,000 บาท
  • รุ่น 2.0S Sports ราคา 988,000 บาท
  • รุ่น 2.0SP Sports ราคา 1,119,000 บาท

Sedan :

  • รุ่น 2.0E ราคา 847,000 บาท
  • รุ่น 2.0C ราคา 928,000 บาท
  • รุ่น 2.0S ราคา 988,000 บาท
  • รุ่น 2.0SP ราคา 1,119,000 บาท

ภายนอกกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

New Mazda3 ยังอยู่บนพื้นดีไซน์ตามแนวคิดของ Kodo Design หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นดูเผินๆ อาจไม่ค่อยรู้สึกถึงความต่างๆ และมีความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะเข้าใจได้หากไม่รู้ที่มาที่ไป

เมื่อวันที่มีงานแถลงข่าวเปิดตัว มาสด้า3 ใหม่ กำหนดการบนเวทีในการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของรถรุ่นนี้มีหลายช่วงและใช้เวลาค่อนข้างนาน นานพอสมควรจนบรรยากาศของผู้ที่เข้าร่วมงานอยู่ในสภาวะที่เงียบเหงาเลยทีเดียว แต่ก็ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับเหตุผลของการปรับสิ่งต่างๆ ของดีไซน์ภายนอกที่เห็นว่าไม่ได้แตกต่างจากเดิมนั้น จริงๆ แล้วมีความหมายอย่างไร

จากที่พูดกันก่อนหน้านี้หรือมักพูดกันเผินๆ ว่ารุ่นไมเนอร์เชนจ์ไม่ได้ปรับอะไรเท่าไร ตัดปลายของกระจังหน้าออกเล็กน้อย กับขยับระดับของกรอบป้ายทะเบียนลงนิดหน่อย ในขณะที่พูดถึงการปรับดีไซน์ที่มองดูเหมือนว่าไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากพลางก็สงสัยไปว่า ปรับแค่นั้นจะปรับทำไม

การปรับเปลี่ยนในส่วนของกระจังหน้าโครเมียมซึ่งมาสด้าเรียกว่า Signature Wing ที่มีการตัดส่วนปลายให้สั้นลงและชนเสมอขอบของโคมไฟหน้าเท่านั้น จากเดิมที่ส่วนปลายจะต่อเนื่องเข้าไปเชื่อมโยงกับโคมไฟหน้า ความหมายในการทำอย่างนั้นก็เพื่อเพิ่มความรู้สึกต่อมุมมองในด้านกว้างให้มากยิ่งขึ้นหรือสะท้อนถึงจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ โดยเป็นเรื่องดีไซน์ที่ส่งผลต่อความรู้สึก เพราะตามมิติขนาดตัวระยะต่ำสุดจากพื้นยังคงอยู่ที่ 155 มม. เท่าเดิม

นอกจากรูปทรงของกระจังหน้า Signature Wing ที่มีการตัดส่วนปลายออก แถบไฟตัดหมอกหน้าที่มีการเพิ่มแถบโครเมียม หรือการขยับตำแหน่งของโลโก้และกรอบป้ายทะเบียนให้ต่ำลงก็อยู่บนพื้นฐานที่ต้องการให้ดีไซน์ด้านหน้าสะท้อนถึงจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงด้วยเช่นกัน จากการขยับโลโก้ลงมาด้านล่างเล็กน้อย ทำให้ดีไซน์ด้านหน้าตอนนี้เป็นเส้นตรงตลอดแนวไม่เว้าตรงกลางเหมือนรุ่นก่อนถ้าใครยังจำได้

อีกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านหน้าซึ่งไม่เน้นเรื่องดีไซน์เช่นกันคือ การเปลี่ยนโคมไฟหน้าซึ่งดีไซน์ไม่ต่างจากเดิมแต่เปลี่ยนระบบส่งสว่างไปเป็นแบบ LED แล้วสำหรับทั้งซีดานและแฮทช์แบ็กใน 2 รุ่นบนคือ รุ่น S และ SP เดิมทีโคมไฟหน้าของ 2 รุ่นนี้จะเป็นแบบ Bi-Xenon

ดีไซน์ด้านท้ายในรุ่นแฮทช์แบ็กมีการปรับขนาดของกันชนท้ายเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนรุ่นซีดานยังคงดีไซน์เดิม ในส่วนของล้อมี 2 ขนาดคือ ขนาด 16 นิ้วและ 18 นิ้ว เป็นล้ออัลลอยทั้งคู่ ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วที่จะมีให้ในรุ่น E และ C จะเป็นดีไซน์เดิม ส่วนล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วที่จะมีให้ในรุ่น S และ SP เป็นดีไซน์ใหม่ ซึ่งดูๆ แล้วก็ยังคงเป็นดีไซน์ที่มีพื้นฐานรูปทรงของก้านไม่ต่างจากเดิม เพียงแต่จะมีรูปทรงหรือทิศทางที่ต่างกันและมาในโทนสีเข้ม

New Mazda3 มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี โดยเป็นสีเดิม 4 สีคือ สีแดง โซล เรด, สีน้ำตาล ไทเทเนียม แฟลช, สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล และสีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก และมี 3 สีใหม่ให้เลือกคือ สีเทา เมทิเออ เกรย์, สีดำ เจ็ทแบล็ก และสีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู

ภายในปรับจุดเล็กๆ น้อยๆ หลายจุด

ภายในมาในโทนสีดำสำหรับรุ่น E และ C วัสดุหุ้มเบาะเป็นผ้าสีดำ ส่วนรุ่น S และ SP จะเป็นแบบทูโทนวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนังสีดำ ใน 2 รุ่นบนนี้จะมีการตกแต่งแผงประตูและคอนโซลกลางด้วยหนังที่มีเฉดสีแดงเข้มเพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสาร

สำหรับดีไซน์หลักยังคงเป็นไปตามเดิม เบาะนั่งยังคงเป็นเบาะนั่งกึ่งบักเก็ตซีท คอนโซลหน้าทรงเดิมแต่ปรับในเรื่องของการตกแต่งตรงส่วนของแถบสีเงินให้มีความเพรียวมากขึ้น องค์ประกอบต่างๆ ที่คอนโซลในหลายๆ จุดได้รับการปรับปรุงใหม่ ได้แก่ หน้าจอ Center Display มีการออกแบบรูปทรงหรือกรอบของหน้าจอใหม่ หน้าจอตรงนี้ในรุ่นก่อนจะออกเป็นทรงสี่เหลี่ยมๆ ขอบมน ส่วนรุ่นไมเนอร์เชนจ์นี้ออกแบบให้มีฐานที่กว้างและดูหนาขึ้น ส่วนขนาดของหน้าจอคือ 7 นิ้วเหมือนเดิม หน้าจอ Active Driving Display ได้รับการอัพเกรดให้เป็นหน้าจอสี พร้อมปรับความสว่างและความคมชัดให้ดีขึ้น มาตรวัดดีไซน์เหมือนเดิมทุกอย่างแต่มีการเปลี่ยนจอแสดงข้อมูลด้านซ้ายและขวาไปเป็นหน้าจอ VA ที่คมชัดกว่าเดิม พวงมาลัยเปลี่ยนไปใช้ดีไซน์แบบ Mazda CX-9 ที่มีขนาดของแกนกลางเล็กลง แต่ขนาดวงหรือเส้นผ่าศูนย์กลางยังเท่าเดิม

แถบสีเงินบนแดชบอร์ดหรือคอนโซลหน้าปรับดีไซน์ใหม่ให้ดูเพรียวขึ้น
หน้าจอ Center Display ปรับรูปทรงใหม่
หน้าจอ Active Driving Display ปรับเรื่องแสงและความคมชัดให้ดีขึ้น
มาตรวัดช่องซ้ายและขวาเปลี่ยนจากหน้าจอ LCD เป็นหน้าจอ VA
พวงมาลัยใช้ดีไซน์ตามแบบ Mazda CX-9
ภายในของรุ่น S และ SP เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ
แผงประตูตกแต่งด้วยหนังสีดำเฉดแดง และวัสดุสีเงินซาตินที่มือเปิดประตู
ช่องเก็บของข้างประตูยาวขึ้นจาก 145 มม. เป็น 400 มม.

คอนโซลกลางเป็นจุดหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงและพูดได้ว่าเป็นจุดหนึ่งของดีไซน์ภายในที่ทำให้ห้องโดยสารของ New Mazda3 ดูหรูขึ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่มีกนำเบรกมือแบบไฟฟ้าเข้ามาให้ใช้งาน เมื่อไม่มีก้านดึงเบรกมือเหมือนรุ่นก่อนทำให้พื้นที่ตรงนี้มีพื้นที่ว่างและดูเรียบโล่งมากขึ้น ประกอบกับดีไซน์ใหม่ตรงคอนโซลกลางที่มีการเพิ่มขอบด้านข้างพร้อมกับหุ้มด้วยวัสดุนุ่มกับฝาปิดช่องวางแก้วทำให้คอนโซลกลางดูหรูหรายิ่งขึ้น ต่อเนื่องกับคอนโซลกลางตรงส่วนที่วางแก้วจะเป็นที่ท้าวแขนซึ่งสามารถยกฝาเปิดขึ้นเพื่อเก็บของไว้ด้านในได้ พร้อมกันนั้นจุดต่อเชื่อมต่างๆ ก็จะอยู่ด้านในนี้ทั้ง AUX, พอร์ต USB ช่องจ่ายไฟสำรอง 12 โวลต์ และช่องเสียบ SD Card สำหรับระบบนำทาง Navigator

ทุกรุ่นจะมาพร้อมเบรกมือไฟฟ้า ยกเว้นรุ่น E ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น
คอนโซลกลางดีไซน์ใหม่ดูหรูขึ้น
เปิดออกก็จะเป็นที่วางแก้ว
ถัดจากช่องวางแก้วตรงคอนโซลกลางก็จะเป็นท้าวแขนที่เป็นวัสดุนุ่มหุ้มด้วยหนังสีดำเฉดแดง
เปิดท้าวแขนออกนอกจากเป็นช่องเก็บของแล้ว ช่องเสียบต่างๆ ทั้ง AUX, USB, ไฟ 12 โวทต์ก็จะอยู่ในนี้

ขุมพลังยังเป็น SkyActiv-G 2.0 ลิตร

ขุมพลังของ Mazda3 ใหม่ยังคงเป็นเครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G ขนาด 2.0 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT และระบบไอเสีย 4-2-1 มีกำลังงานสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิงทั้ง น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว 95, แก๊สโซฮอล์ 95, E10, E20 และ E85 ถ่ายทอดกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ SkyActiv Drive 6 สปีด ที่มาพร้อมแมนวลโหมด Activmatic

ระบบ GVC ที่มาสด้าภูมิใจนำเสนอ

ช่วงล่างด้านหน้าของ มาสด้า3 เป็นระบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นระบบอสิระมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง พวงมาลัยเป็นแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) สิ่งที่น่าสนใจของระบบช่วงล่างและการขับขี่ที่ถือว่าเป็นพระเอกของ New Mazda3 และมาสด้าภูมิใจนำเสนอก็คือ ระบบ GVC หรือ G-Vectoring Control

การที่มาสด้าภูมิใจนำเสนอระบบนี้และคิดว่าเป็นระบบที่จะช่วยยกระดับสมรรถนะการขับขี่ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ของมาสด้าที่ได้รับการติดตั้งระบบนี้เป็นเพราะ GVC เป็นระบบซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะผสานการทำงานระหว่างแรงบิดของเครื่องยนต์และช่วงล่างให้สัมพันธ์กันเพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดีและมีความมั่นคงมากขึ้น ระบบนี้นับเป็นระบบแรกภายใต้เทคโนโลยี SkyActiv Vehicle Dynamics

ระบบความปลอดภัย i-Activsense มาเต็ม

เป็นอีกส่วนหนึ่งของการไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้ที่มาสด้าตั้งใจนำเสนอก็คือการทำให้ระบบความปลอดภัยใน New Mazda3 มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ซึ่งระบบความปลอดภัยที่อยู่ภายใต้เทคโนโลยี i-Activsense มีทั้ง…

  • ALH (Adaptive LED Headlamps) ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำแยกอิสระซ้าย-ขวา
  • MRCC (Mazda Radar Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้า
  • SBS (Smart Brake Support) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ
  • DAA (Driver Attention Alert) ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่
  • LAS (Lane-Keep Assist System) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
  • LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
  • SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ
  • SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง
  • ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน
  • RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

i-Activsense ถือว่าเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันหรือ Active Safety ในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุแล้วหรือ Passive Safety ก็มีเช่นกัน ได้แก่ ระบบ ESS (EMERGENCY SIGNAL SYSTEM) สัญญาณไฟกระพริบเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกรถอย่างกระทันในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลังให้ลดความเร็วลง และเมื่อผู้ขับขี่เอาเท้าออกจากแป้นเบรก สัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะดับลงโดยอัตโนมัติ หากผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนกระทั่งรถหยุดนิ่ง สัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะยังคงกระพริบเตือนรถคันหลังให้ระวัง และลดความเร็ว

ระบบ ABS ทั้ง 4 ล้อ พร้อม EBD ที่ช่วยกระจายแรงเบรก, ถุงลงนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย, DSC (Dynamic Stability Control) ช่วยควบคุมเสถียรภาพ และการทรงตัวของรถ, HLA (Hill Launch Assist) ช่วยในการออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน และ TCS (Traction Control System) 

เป็นการไมเนอร์เชนจ์ที่น่าสนใจ เมื่อไล่เรียงดูสิ่งต่างๆ ทั้งที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมเข้ามากับราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นก็ถือว่าคุ้ม เรื่องของดีไซน์แม้ไม่ต่างจากเดิมแต่จะว่าไปแล้วโคโดะดีไซน์ใน Mazda3 ก็ยังเป็นอะไรที่ดูใหม่ ยังไม่ได้ล้าหลัง ในส่วนของห้องโดยสารแบบที่เป็นอยู่ก็มีความกว้างขวางและโอ่อ่าพอสมควรอยู่แล้วตั้งแต่แรก และยังได้รับการปรับให้ดูหรูขึ้นอีกในรุ่นนี้

ถ้าเป็นการไมเนอร์เชนจ์แล้วเพิ่มระบบอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ แล้วมีการปรับราคาขึ้นอย่างนั้นผมรู้สึกเฉยๆ บางครั้งในบางรุ่นยังมองว่าเกินความจำเป็นและแพงไป แต่ในกรณีนี้ถือว่าน่าสนใจเพราะเป็นประโยชน์ต่อการใช้หรือขับขี่จริงๆ

ขอบคุณ : มาสด้า พระราม 7 ที่เอื้อเฟื้อรถในการรีวิวครั้งนี้

Share This Post

Lost Password

Register