Share This Post

Main Slider / New Model Express

พรีวิว NEW MG ZS

พรีวิว NEW MG ZS
 

NEW MG ZS รถอเนกประสงค์ตัวเลือกใหม่ในกลุ่ม Crossover จากค่ายเอ็มจี เปิดตัวในไทยเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 ชูจุดเด่นในเรื่องของการเป็นสมาร์ทคาร์ที่สามารถสั่งงานด้วย “เสียงภาษาไทย” ได้เป็นรายแรก พร้อมกับระดับราคาที่น่าสนใจ 6.79 – 7.89 แสนบาท

ZS มีหน้าตาดีไซน์ที่จัดว่าสวยพอตัว เป็นปราการด่านแรกที่ทำให้ได้รับความสนใจไม่น้อย และเมื่อมีการเปิดราคาออกมาในระดับราคาที่จูงใจ เชื่อว่าหลายคนกำลังให้ความสนใจครอสโอเวอร์รุ่นใหม่คันนี้ ตอนนี้ทางเว็บไซต์ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองขับ จึงขอพรีวิว (Preview) ตัวรถเป็นข้อมูลให้ทราบกันก่อนด้วยการพาไปชมส่วนต่างๆ ของรถรุ่นนี้ว่าจุดไหนเป็นอย่างไรบ้าง

MG ZS ยังคงถูกออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Brit Dynamic เช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ ในค่ายที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ ตัวรถมีขนาดความยาวตลอดคัน 4,314 มม. กว้าง 1,809 มม. สูง 1,624 มม. และมีความยาวฐานล้อ 2,585 มม.

เปรียบเทียบขนาดตัวกับคู่แข่งในกลุ่ม 

  • Honda HR-V : 4,294 x 1,772 x 1,605 มม. / ฐานล้อ  2,610 มม.
  • Nissan Juke : 4,135 x 1,765 x 1,580 มม. / ฐานล้อ 2,520 มม.
  • Mazda CX-3 : 4,275 x 1,765 x 1,550 มม. / ฐานล้อ 2,570 มม.
  • Ford EcoSport : 4,245 x 1,765 x 1,708 มม. / ฐานล้อ 2,521 มม.

ถ้าดูตามตัวเลขถือว่ามีความยาวของตัวรถและความกว้างกว่ารุ่นอื่นๆ ในกลุ่ม ในขณะที่ความยาวฐานล้อจะเป็นก็เพียง Honda HR-V นี่เป็นเพียงตัวเลขที่วัดกันตามมิติของขนาดตัวถังเท่านั้น คงไม่อาจตัดสินได้ว่ารุ่นไหนจะเล็ก/ใหญ่หรือนั่งสบายกว่ากัน และจะว่าไปตัวเลขที่ต่างกันถือว่าเป็นค่าที่น้อยมาก คงนำมาเปรียบเทียบให้ดูเป็นข้อมูลในเบื้องต้น หากคาดหวังในเรื่องของความสบายในการนั่งหรือโดยสารคงต้องไปดูรายละเอียดในส่วนของภายในกันต่อ

ก่อนที่จะไปดูในส่วนของห้องโดยสาร มาดูอุปกรณ์มาตรฐานภายนอกกันก่อน อย่างที่บอกไปว่า MG ZS มีดีไซน์ที่มีความสวยงามลงตัวรุ่นหนึ่ง มีกระจังหน้าลายรังผึ้งสีดำขนาดใหญ่ที่ทำให้ตัวรถดูสปอร์ตรับกับกันชนหน้า และมีการตกแต่งขอบด้วยโครเมียมเพื่อความหรูหรา มุมมมองด้านข้างออกแบบแนวกระจกซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน 3 ช่องในรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว รับกับล้อ 5 ก้านลายใบพัดสีทูโทน และถ้าเป็นรุ่นที่มีราวหลังคามาให้ก็จะยิ่งดูสปอร์ตมากขึ้น

อุปกรณ์ภายนอกมาพร้อมไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์เหมือนกันทั้ง 3 รุ่นย่อย แต่จะมีเพียงรุ่น D และรุ่น X ที่จะได้ไฟ Daytime Running Lights นอกจากนั้นรุ่น X ซึ่งเป็นรุ่นท็อปยังจะมาพร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

ไฟตัดหมอกมีให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (รุ่น C จะมีเฉพาะด้านหลัง) ไฟท้ายของทุกรุ่นเป็นไฟ LED แบบ Tube และไฟเบรกดวงที่ 3 ก็จะเป็นแบบ LED เช่นกัน กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้ามีไฟเลี้ยวให้ในตัว  สปอยเลอร์หลังมีให้ในทุกรุ่น

โดยรวมแล้วทั้ง 3 รุ่นย่อยได้อุปกรณ์มาตรฐานที่เกือบจะเทียบเท่ากัน สิ่งที่จะไม่ได้หรือมีให้ในรุ่นท็อปเท่านั้นก็คือ หลังคาซันรูฟแบบพาโนราม่า (Panoramic Sunroof) และสิ่งที่รุ่น C ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นจะไม่ได้เหมือนกับรุ่น D และรุ่น X นอกจากระบบไฟหน้าที่บอกไป ก็จะมีเพียงราวหลังคาเท่านั้น แต่ก็ยังได้ไฟโปรเจ็กเตอร์ ไฟตัดหมอกหลัง ไฟท้าย LED ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED และสปอยเลอร์หลัง

สำหรัลล้อและยางในรุ่น C และรุ่น D จะได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว กับยาง 205/60 R16 ส่วนรุ่น D จะได้ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว กับยาง 215/50 R17

ภายในมี 2 แบบคือ รุ่น C ห้องโดยสารจะเป็นสีดำ เบาะนั่งเป็นเบาะผ้า ส่วนรุ่น D และรุ่น X ภายในจะเป็นสีทูโทน (สีดำ/น้ำตาล) เบาะนั่งเป็นหนังสังเคราะห์สีทูโทน ดำ/น้ำตาล เช่นกัน รุ่นที่นำมาพรีวิวให้ดูกันนี้จะเป็นรุ่น X แต่ในการให้ข้อมูลจะมีการเพิ่มเติมให้ให้ข้อมูลรุ่น D และรุ่น C ไปด้วยเพื่อให้ผู้ที่สนใจมีข้อมูลในการพิจารณาเปรียบเทียบ

ทุกรุ่นมีโทนสีและวัสดุแตกต่างกันไปอย่างที่บอก แต่ว่าจะมีการตกแต่งด้วยวัสดุนุ่มมาให้ในทุกรุ่น เช่น ที่ท้าวแขนตรงแผงประตูหรือที่คอนโซลหน้า เพื่อความสบายและการสัมผัสที่ดี ในรุ่น D และรุ่น C ที่เป็นสีทูโทนก็จะเริ่มตั้งแต่คอนโซลหน้า ด้านบนจะเป็นสีน้ำตาลซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นวัสดุนุ่ม ตัดขอบแบ่งโซนด้วยวัสดุสีเงินและส่วนล่างของคอนโซลก็จะเป็นสีดำ การออกแบบจุดหนึ่งของคอนโซลหน้าที่มีความโดดเด่นคือช่องแอร์ที่มีการออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมากจากเครื่องยนต์เจ็ทของเครื่องบิน พร้อมทั้งมีการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา

ตรงกลางของคอนโซลหน้าติดตั้งจอมัลติมีเดียซึ่งเป็นหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วมาให้ มีให้ในทุกรุ่น รวมถึงการเชื่อมต่างๆ ก็มีให้เหมือนกันคือ รองรับบลูทูธ, ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง และรองรับ Apple CarPlay สิ่งที่จะต่างกันในส่วนของเครื่องเสียงก็คือ รุ่น C จะได้ลำโพงเพียง 4 ตำแหน่งในขณะที่รุ่น D และรุ่น X จะได้ลำโพง 6 ตำแหน่ง และอีกสิ่งที่ต่างกันคือ ระบบสังการอัจฉริยะ i-SMART

รุ่น C เป็นรุ่นเดียวที่จะไม่ได้รับระบบ i-SMART ในขณะที่รุ่น D มีระบบไอสมาร์ทแต่จะไม่มีคำสั่งควบคุมซันรูฟ (ก็รุ่นนี้ไม่มีซันรูฟมาให้) ส่วนคำสั่งอื่นๆ ทำได้เช่นเดียวกับรุ่น X

การใช้งานระบบ i-SMART

ระบบอัจฉริยะ i-SMART สามารถสั่งงานได้ 3 ทาง คือ…

  • สั่งด้วยคำสั่งเสียง (Thai Voice Command) ผู้ขับขี่สามารถสั่งการระบบซันรูฟ, ระบบเครื่องเสียง, ระบบปรับอากาศ, โทรออก-รับสาย และระบบนำทาง
  • สั่งผ่านหน้าจอทัชสกรีน (i-Smart on Touchscreen) รองรับการใช้งานระบบนำทางพร้อมระบบตรวจสอบการจราจรแบบเรียลไทม์ และยังมีระบบแนะนำร้านอาหาร และที่พักบนแผนที่นำทาง, ระบบเลขาส่วนตัว i-Call และการโทรออก-รับสายในกรณีฉุกเฉิน
  • สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน (i-Smart Mobile Application) การสั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนสามารถทำได้หลายฟังก์ชัน ได้แก่ สั่งสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบปรับอากาศ, ระบบล็อกและปลดล็อกประตู, ระบบวางแผนการเดินทาง, ระบบค้นหารถ Find my car ตรวจสอบสถานะของรถ และเดือนความผิดปกติของรถ

ด้านล่างหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วและแผงควบคุมระบบเครื่องเสียงจะเป็นส่วนที่ควบคุมระบบปรับอากาศซึ่งในรุ่น C จะเป็นระบบปรับอากาศธรรมดา ส่วนรุ่น D และรุ่น X จะเป็นระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล ถัดจากแผงควบคุมระบบปรับอากาศลงมาซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเนื่องกับคอนโซลเกียร์ จะมีช่องเสียบ USB ไว้ให้ที่ตรงนี้ 2 ช่อง พร้อมทั้งช่องจ่ายไฟสำรอง 12 โวลท์

พวงมาลัยของ NEW MG ZS เป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนังปรับระดับสูง-ต่ำได้ รองรับการควบคุมเครื่องเสียง และการรับ-วางสายโทรศัพท์ (ทุกรุ่น) ด้านหลังพวงมาลัยเป็นมาตรวัดแบบ Multi-Function Display ตกแต่งขอบด้วยวัสดุสีเงิน การแสดงข้อมูลแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ด้านซ้ายแสดงความเร็วของรถและด้านขวาแสดงความเร็วรอบเครื่องยนต์ และตรงกลางมีจอแสดงข้อมูลขับขี่ขนาดใหญ่

ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์เป็นแบบ Push Start (ยกเว้นรุ่น C) ปุ่มกดสตาร์ทถูกติดตั้งไว้ด้านซ้ายของพวงมาลัยตามสไตล์รถยุโรป รวมถึงก้านควบคุมระบบไฟส่องสว่างและระบบใบปัดนำ้ฝนด้วยที่จะสลับฝั่งกับรถญี่ปุ่น

คอนโซลเกียร์ออกแบบต่อเนื่องกับคอนโซลหน้าโดยเชื่อมต่อกับตำแหน่งที่ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มีการตกแต่งซุ้มเกียร์ด้วยลายเคฟล่ารับกับการตกแต่งของหน้าจอสัมผัสด้านบน และตกแต่งฐานเกียร์ด้วยวัสดุสีเงิน

เบาะนั่งในรุ่น D และรุ่น X เป็นหนังสังเคราะห์สีดำสลับน้ำตาล ขนาดและรูปทรงของเบาะมีขนาดใหญ่พอประมาณ ถูกออกแบบให้มีปีกด้านข้างเพื่อทั้งที่ฐานเบาะและพนักพิงให้กระชับขาและหลัง หากมีโอกาสได้ทดลองขับคงมีความเห็นในเรื่องของการนั่งมาแชร์กันว่านั่งได้สบายและกระชับแค่ไหน การควบคุมเบาะยังคงเป็นแบบแมนวลหรือปรับด้วยมือในทุกรุ่นแม้แต่รุ่นท็อป โดยเบาะนั่งคนขับปรับได้ 6 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง พื้นที่ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าก็จะเป็นคันเบรกมือ ติดๆ กันมีช่องวางแก้วให้ 2 ช่อง และถัดไปเป็นที่วางของเล็กๆ ไม่มีที่ท้าวแขน

ด้านบนเหนือที่นั่งด้านหน้ามีไฟส่งสว่างให้ 2 จุด และสวิทช์ควบคุม Sunroof ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ NEW MG ZS เป็น Panoramic Sunroof ที่มีขนาดกว้างถึง 90% ของพื้นที่หลัง ควบคุมด้วยไฟฟ้าโดยปรับได้ 8 ระดับ การใช้งานจะเปิดม่านซันรูฟเพื่อรับแสงจากด้านบนเท่านั้นก็ได้ หรือจะเปิดทั้งม่านและกระจกซันรูฟเพื่อรับบรรยากาศภายนอกก็ได้

เบาะนั่งด้านหลังและแผงประตูมีการตกแต่งแบบทูโทนเหมือนกับด้านหน้า เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับพนักพิงได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระด้านหลัง พื้นที่วางขาหรือระย Leg Room ของที่นั่งด้านหลังมีให้พอควร มีที่ใส่ของที่ด้านหลังของพนักพิงเบาะหน้าทั้ง 2 ฝั่ง

พนักพิงของเบาะด้านหลังเป็นแบบฟิกไม่สามารถปรับระดับการเอนได้ แต่ก็มีองศาที่กำลังพอดีที่จะนั่งได้แบบสบายไม่เมื่อยจนเกินไป มีหมอนรองศรีษะทรงแอลคว่ำให้ 2 ตำแหน่ง พื้นที่ด้านหลังถือว่ามีความโปร่งพอสมควรทั้งจากพื้นที่เอง ระดับของหลังคาที่สูง และการออกแบบกระจกบานที่สามบริเวณเสา C-Pillar ช่วยให้พื้นที่ด้านหลังมีความโปร่งสบายไม่อึดอัด

พื้นที่วางสัมภาระด้านท้ายมีความกว้างสามารถบรรทุกสิ่งของได้ไม่น้อย มีถาดปิดสัมภาระมาให้ พื้นห้องวางสัมภาระสามารถปรับระดับได้โดยสามารถยกขึ้นได้ประมาณ 10 ซม. เพื่อความสะดวกในการวางของ และด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งจะมีตาข่ายสำหรับใส่ของเล็กๆ น้อยๆ มีไฟส่องสว่างมาให้เพื่อการมองเห็นในเวลากลางคืน

มือเปิดฝากระโปรงหลังจะอยู่ตรงตำแหน่งของโลโก้ MG ซึ่งมีขนาดใหญ่ เพียงสอดมือไปใต้โลโก้และดึงขึ้นก็สามารถเปิดฝากระโปรงหลังได้เลย ระยะยกหรือระดับความสูงของฝากระโปรงหลังมีความกว้างพอประมาณ

เพิ่มพื้นวางของด้านหลังได้โดยการพับพนักพิงเบาะแถวหลังลง ซึ่งพับได้แบบ 60:40 อย่างที่บอกไป พับได้โดยการดึงเชือกที่อยู่ข้างหมอนรองศรีษะแต่ละด้าน

ล้ออะไหล่มีให้ จะวางอยู่ใต้พื้นของห้องสัมภาระ เมื่อยกพื้นห้องสัมภาระขึ้นก็จะพบกับยางอะไหล่ซึ่งมีให้เป็นยางอะไหล่ทดแทนพร้อมเครื่องมือประจำรถ

ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ขนาด 1.5 ลิตร มีปริมาตรความจุ 1,498 ซีซี กระบอกสูบxช่วงชักมีขนาด 75×84.8 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 11.5:1 มีกำลังงาน 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ถ่ายทอดกำลังงานด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อมระบบ Manual Mode

พวงมาลัยเป็นระบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า สามารถปรับน้ำหนักของพวงมาลัยได้ มีรัศมีวงเลี้ยว 5.6 เมตร ช่วงล่างด้านหน้า อิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กันโคลง ช่วงล่างด้านหลัง ทอร์ชั่นบีม ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรก พร้อมช่องระบายความร้อย ระบบเบรกหลังเป็นแบบดิสก์เบรกด้วยเช่นกัน

MG ZS ถูกพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 จุด ได้แก่ คู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย พร้อมระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System ที่ประกอบด้วยระบบต่างๆ ดังนี้

  • ระบบ ABS
  • ระบบ EBD
  • ระบบ EBA
  • ระบบ TCS
  • ระบบ CBC
  • ระบบ SCS
  • ระบบ HAS
  • ระบบ TPMS
  • ระบบ Emergency Stop Signal สัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน
  • ระบบ Follow Me Home Light ไฟส่องสว่างนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์
  • จุดยึดเบาะที่นั่งเด็ก ISOFIX
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
  • พวงมาลัยยุบตัวเมื่อเกิดการชน
  • กล้องมองหลัง
  • สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และสัญญาณกันขโมย

สรุปโดยรวมสำหรับ NEW MG ZS แม้ว่าออปชั่นหลายๆ ดูจะขาดหายไปบ้าง แต่ก็ทดแทนด้วยระบบ i-SMART ที่น่าจะยังไม่มีใครให้ได้เท่านี้ ในตอนนี้ และจะว่าไปแล้วกับระดับราคาเท่านี้ ถ้ามองในมุมที่ว่าได้ใช้รถ Crossover ก็ถือว่าน่าสนใจ ส่วนสมรรถนะการขับขี่จะเป็นเช่นไร เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่ไม่มีระบบอัดอากาศมาให้จะขับเคลื่อนขนาดตัว 1,258 กก. ได้ดีแค่ไหน รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่รอการพิสูจน์ หากทาง MotorShop มีโอกาสได้ทดลองขับ ก็จะมาแชร์กันอีกครั้ง

ขอบคุณ : โชว์รูม MG 824 ราชพฤกษ์ ที่อำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพเพื่อนำมาพรีวิวในครั้งนี้

Facebook Comments

Share This Post

Lost Password

Register