Share This Post

Main Slider / New Model Express

รีวิว New Toyota Yaris Hatchback [MY2017]

รีวิว New Toyota Yaris Hatchback [MY2017]
 

ยังคงเดินหน้าทำตลาดสำหรับอีโคคาร์ 5 ประตูจากค่ายโตโยต้า หลังจากที่นำเอารุ่น 4 ประตู Toyota Yaris ATIV มาเปิดตัวก่อน แต่หลังจากนั้น 1 เดือนก็มีการเปิดตัว New Toyota Yaris รุ่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตูตามมา ซึ่งเ ป็นรุ่นที่ทำตลาดมาก่อน เท่ากับว่าตอนนี้ Toyota Yaris มีตัวถังให้เลือกทั้ง 2 แบบคือ แบบ Sedan 4 ประตู และแบบ Hatchback 5 ประตู

New Yaris ยังคงมีรุ่นย่อยตามเดิม 4 รุ่นย่อย ตอนแรกที่เปิด แต่ละรุ่นจะมีราคาเพิ่มจากเดิมรุ่นละ 10,000 บาท โดยโตโยต้าแจ้งว่าเป็นราคาแนะนำในช่วงเปิดตัว จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2017 ได้มีการปรับราคาใหม่ โดยแต่ละรุ่นมีราคาตามนี้

  • รุ่น J ECO             ราคา 489,000 บาท
  • รุ่น J                      ราคา 539,000 บาท
  • รุ่น E                     ราคา 569,000 บาท
  • รุ่น G                     ราคา 619,000 บาท

ถ้าเปรียบเทียบกับรุ่นเดิมจะเห็นว่าแต่ละรุ่นย่อยมีราคาเพิ่มรุ่นละ 20,000 บาท ถามว่าคุ้มไหม ก็น่าจะคุ้มมั้งกับการได้ขับดีไซน์ใหม่ แต่ไม่ใช่แค่ดีไซน์ภายนอกภายในที่ปรับใหม่ New Toyota Yaris ได้ถูกเพิ่มออปชั่นหรืออุปกรณ์มาตรฐานหลายๆ อย่างให้ดีขึ้นด้วย หากเทียบกับรุ่นต่อรุ่นอุปกรณ์มาตรฐานจะได้เพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือได้อุปกรณ์มาตรฐานที่ดีกว่าเดิม หากใครไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องอุปกรณ์มาตรฐาน ประมาณว่าขอราคาเดิมดีกว่า ประหยัดไปตั้ง 2 หมื่น ก็น่าจะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยกับส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อแลกกับระบบความปลอดภัยที่ได้เพิ่มขึ้นมาหลายระบบ และที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ โตโยต้า ยาริส ทั้ง ATIV และ Hatchback ต่างก็ได้ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งในทุกรุ่นย่อย

ภายนอก แม้ว่ารูปทรงยังคงเป็น ยาริส แบบที่คุ้นเคย แต่จุดหลักๆ อย่างไฟหน้าและไฟท้ายได้มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม โคมไฟหน้ามีความเรียวและดูสปอร์ตขึ้น จากการที่ส่วนเว้ามุมโคมไฟหน้าตรงบังโคลนหน้าถูกลบออกไป พร้อมกันนั้นกระจังหน้าและกันชนหน้าก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีแถบคาดกระจังหน้าลากต่อเนื่องไปจรดกันชนหน้า ตอนนี้ถูกลบออกไป เปลี่ยนเป็นแถบกระจังหน้าในอีกรูปแบบหนึ่ง มาพร้อมช่องอากาศลายรังผึ้งสีดำขนาดใหญ่ โคมไฟท้ายจากที่เป็นรูปทรงบูมเมอแรงก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เป็นรูปทรงแนวนอนรับกับโคมไฟหน้า เชื่อมต่อกันด้วยแถบคาดใต้กระจกบังลมหลัง

ไฟหน้าของ New Yaris ยังคงเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ในรุ่น J ECO, J และ E ส่วนรุ่น G ซึ่งเป็นรุ่นท็อปเป็นโปรเจ็กเตอร์ แต่ในรุ่นปรับโฉมนี้มาพร้อม LED Light Guiding และยังมีระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติและระบบ Follow-Me-Home มาให้ด้วย สำหรับไฟท้ายเป็น LED Light Guiding เหมือนกันทุกรุ่น

รุ่นที่มีโอกาสได้นำมาทดลองขับเป็นรุ่น G แต่ไม่ใช่สี Citrus Mica Metallic หรือสีเขียวที่เป็นสีเปิดตัว สีที่ได้มาเป็นสี Grey Metallic หรือสีเทา ซึ่งผมว่าก็เป็นอีกสีหนึ่งที่สวย เป็นสียอดนิยมของรถหลายๆ รุ่น เผลอๆ จะเป็นสีที่ขายดีกว่าสีเปิดตัวเสียด้วยซ้ำ

กระจกมองข้างเป็นสีเดียวกับตัวรถ ยกเว้ยรุ่น J ECO ที่จะเป็นสีดำ และในรุ่นปรับโฉมกระจกมองข้างจากเดิมที่จะมีฟังก์ชันปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้าให้เฉพาะในรุ่น G ตอนนี้รุ่น E ก็ได้ฟังก์ชันนี้ด้วย

ล้อและยางเป็นล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ให้มาคู่กับยาง 185/60 R15 เป็นล้อและยางขนาดเดิมสำหรับรุ่น G อยู่แล้ว แต่ในรอบนี้รุ่น E ก็จะได้ล้อเหมือนกับรุ่น G ด้วย จากเดิมที่จะมีรุ่น G เพียงรุ่นเดียวที่ได้ล้ออัลลอย รุ่นอื่นเป็นล้อกระทะทั้งหมด 15 นิ้ว กับ 14 นิ้ว นอกจากนั้นรุ่น J ตอนนี้แม้จะยังเป็นล้อกระทะแต่ก็ถูกอัพไซส์จาก 14 นิ้ว เป็น 15 นิ้ว มีเพียงรุ่น J ECO ที่ยังคงเป็นล้อกระทะ 14 นิ้วเหมือนเดิม

ภายในมาในโทนสีดำสนิททั้งคอนโซลหน้า แผงประตู รวมถึงหลังคา พร้อมกับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ คอนโซลหน้ามาในรูปทรงใหม่ เลเยอร์คล้ายๆ เดิม แต่ดีเทลและเส้นสายของรูปทรงคอนโซลเปลี่ยนไป จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบนคอนโวลหน้าก็คือแผงเครื่องเล่นวิทยุและควบคุมระบบปรับอากาศ จากเดิมที่จะเป็นแบบทรงหัวตัดท้ายตัด ตอนนี้มีการออกแบบให้ต่อเนื่องกับคอนโซลเกียร์พร้อมกับมีการตกแต่งขอบด้านข้างด้วยวัสดุสีเงินที่ทำให้ดูต่อเนื่องกันมากยิ่งขึ้น

ระบบเครื่องเสียงยังคงเป็นแบบเครื่องเล่นที่รองรับวิทยุ AM /FM / CD / MP3 / WMA มีช่องเสียบ AUX และ USB ให้ใช้งาน โดยอยู่ตรงหน้าฟร้อนของเครื่องเสียงนั่นเลย เป็นตำแหน่งที่ผมว่าใช้งานง่ายดีนะ ไม่ซับซ้อน คนขับก็ใช้ง่าย ถ้าจะใช้ก็แค่ดันฝาปิดขึ้นแล้วก็เสียบสายเข้าไป วางอุปกรณ์เอาไว้แถวๆ ช่องใส่ของตรงกลางข้างๆ เบาะนั่ง และรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ในรุ่น G และรุ่น E

ในรุ่น G และตอนนี้รวมถึงรุ่น E ด้วย สามารถควบคุมเครื่องเสียงได้จากปุ่มกดบนพวงมาลัย ซึ่งจะเป็นปุ่มทรงกลมที่ดูเรียบง่าย

พวงมาลัยรูปทรงคล้ายๆ เดิม แต่แป้นตรงกลางและแถบตกแต่งสีเงินจะต่างไปจากเดิมนิดหน่อย พวงมาลัยสามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ แต่สำหรับคนที่มีความสูงสัก 175 ซม.ขึ้นไป แม้ว่าจะปรับระดับของพวงมาลัยในตำแหน่งสูงสุดแล้ว เวลาที่จะลุกออกจากตัวรถอาจจะรู้สึกไม่สะดวกสักเท่าไร เพราะหน้าขาข้างซ้ายอาจจะติดหรือเบียดกับส่วนล่างของพวงมาลัยได้ เวลาเข้าจะไม่มีปัญหาเพราะเราจะเสียบขาซ้ายเข้าไปในตัวรถแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง แต่ตอนที่จะออกจากตัวรถในจังหวะที่จะต้องยกขาขึ้นเพื่อถีบตัวออกจากรถจะรู้สึกติดนิดหน่อย จริงๆ ขนาดของพวงมาลัยก็ไม่ใช่ว่าจะใหญ่ไป มีขนาดที่กำลังพอดี แต่อาจจะด้วยตำแหน่งและระดับของคอนโซลทำให้มีปัญหานิดหน่อยในเรื่องที่ว่านี้

ระบบปรับอากาศมีให้ในรุ่น G และเช่นเคยที่ในรุ่นปรับโฉมหรือ MY2017 นี้ New Toyota Yaris ซึ่งเป็นรุ่นรองท็อปดูเหมือนว่าจะได้อุปกรณ์มาตรฐานหลายๆ อย่างที่ดีขึ้นไม่น้อย นอกจากอุปกรณ์มาตรฐานที่ไล่เรียงไปก่อนหน้านี้ก็ยังรวมถึงระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้นะ โดยรูปแบบของปุ่มกดต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไปตามดีไซน์จากเดิมที่เป็นดีไซน์กลมๆ 3 วง แต่ละวงจะมีปุ่มกดเพื่อควบคุมการทำงานต่างๆ ของระบบปรับอากาศ ตอนนี้ก็จะเป็นแถบหน้าจอสีดำแล้วมีปุ่มกดเป็นปุ่มสีเงินเล็กๆ อยู่ทั้งที่ด้านข้างเพื่อปรับอุณหภูมิ และเรียงรายอยู่ด้านล่างหน้าจอในการปรับการทำงานอื่นๆ

ดีไซน์มาตรวัดเปลี่ยนไปแต่ยังคงเป็นการแสดงข้อมูลแบบ 3 ช่อง โดยช่องซ้ายแสดงความเร็วรอบเครื่องยนต์, ช่องกลางแสดงความเร็วของรถพร้อมกับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID และช่องขวาแสดงระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง

ระบบ Push Start และ Smart Entry ยังคงมีให้เฉพาะรุ่น G เท่านั้น ปุ่ม Push Start ยังอยู่ด้านขวาของพวงมาลัย

แผงประตูออกแบบให้ต่อเนื่องกับคอนโซลหน้าและมาในโทนสีดำสนิททั้งสีพื้นของแผงประตูเอง วัสดุตกแต่งตรงแผงสวิทช์กระจกไฟฟ้าก็เป็นสีดำ Piano Black มีการบุวัสดุนุ่มมาให้ตรงที่ท้าวแขน ก็เป็นผ้าสีดำอีกเช่นกัน จะมีจุดที่แตกต่างหน่อยก็ตรงมือเปิดประตูที่เป็นโครเมียม สวิทช์ปรับกระจกมองข้างเปลี่ยนจากปุ่มกด 4 ทิศทางเป็นปุ่มโยกแทนซึ่งแบบนี้ก็ใช้งานได้ถนัดดี ช่องใส่ของที่แผงประตูพอจะใส่ขวดน้ำเล็กๆ ได้สักขวด แต่ใส่ของจุกจิดน่าจะได้เยอะ เพราะมีความลึกพอสมควร แต่อาจจะหยิบยากหน่อย เพราะว่าลึกแต่แคบ มือใหญ่ๆ อาจจะควานหาของได้ลำบาก มือจับประตูตรงที่ท้าวแขนก็เหมือนกัน

ออปชั่นหนึ่งที่หลายคนอาจรู้สึกติดใจในรุ่นที่แล้วกับการที่รุ่น J ECO ในราคา 469,000 บาท ไม่มีกระจกไฟฟ้ามาให้ เป็นเพียงกระจกมือหมุนธรรมดา จากที่คิดว่าไม่สนใจออปชั่นอะไรมากนัก แต่ครั้นจะใช้กระจกมือหมุนเลยก็กะไรอยู่ทำให้ต้องขยับไปเลือกรุ่นถัดไปและจ่ายแพงขึ้น ตอนนี้น่าจะพอถูกใจขึ้นมาบ้าง เพราะ New Toyota Yaris รุ่น J ECO ตอนนี้มีกระจกไฟฟ้าให้แล้ว โดยมีให้เฉพาะคู่หน้า คู่หลังยังคงเป็นมือหมุนเช่นเดิม

วัสดุทั้งที่คอนโซลหน้าและแผงประตูเป็นพลาสติก (อาจจะมีชื่อเฉพาะทางวัสดุที่เรียกแล้วดูดีกว่าคำว่าพลาสติก) ฉีดขึ้นรูป แต่ก็ถือว่าไม่ได้ขี้เหร่อะไร อีกทั้งลวดลายหรือผิวสัมผัสของวัสดุก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี

เหนือขึ้นไปบนหลังคาก็มาในโทนสีดำ ใครชอบภายในสีดำสปอร์ตคงถูกใจ มีไฟอ่านแผนที่ให้ 2 จุด และแผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า

เบาะนั่งยังคงเป็นทรงเดิมมีพนักพิงที่กว้างและฐานเบาะที่ใหญ่พอประมาณ เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ การนั่งโดยรวมถือว่านั่งได้สบาย เมื่อนั่งแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรกับพวงมาลัย จะมีปัญหานิดหน่อยก็เวลาที่จะออกจากรถ อีกจุดที่รู้สึกไม่สบายสักเท่าไร คือการวางขาซ้าย ตอนแรกคิดว่าไม่มีที่พักเท้ามาให้ เพราะรู้สึกเหมือนว่าเราวางเท้าไว้กับพื้นรถปกติ แต่พอสังเกตถึงได้รู้ว่ามีให้นะ แต่ว่าขนาดอาจจะเล็กไปสักหน่อย เวลาที่วางๆ เท้าอยู่อาจจะพลัดลงมาอยู่ที่พื้นรถโดยไม่รู้ตัว

เกียร์ยังคงเป็นแบบ Gate Type แต่มีการตกแต่งใหม่จากเดิมที่ฐานเกียร์ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำวาว Piano Black และตกแต่งขอบด้วยวัสดุสีเงินทำให้ดูเด่นขึ้น

ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้ามีช่องเก็บของและพนักท้าวเขนมาให้ มีขนาดไม่ใหญ่ จัดให้ตามพื้นที่ พอให้ได้ท้าวแขนคลายเมื่อย เมื่อยกฝาปิดที่เป็นพนักท้าวแขนขึ้นก็จะมีช่องเก็บของให้อีกชั้นหนึ่ง เป็นช่องเก็บที่อาจจะไม่กว้างมากแต่ได้ในทางลึก

New Toyota Yaris เป็นอีโคคาร์อีกรุ่นหนึ่งที่มีพื้นที่ด้านหลังกว้างและนั่งได้ค่อนข้างที่จะสบาย และยังมีจุดเด่นตรงที่พื้นที่ตรงกลางของห้องโดยสารเรียบเสมอกัน การที่พื้นห้องโดยสารด้านหลังเรียบเสมอกันถือว่าเป็นการออกแบบที่ดีมาก จะมาสะดุดนิดหนึ่งก็ตรงที่ส่วนหลังของพนักท้าวแขนเบาะด้านหน้าออกแบบให้ล้ำออกมาตรงพื้นที่ด้านหลังมากไปหน่อย จากที่พื้นเรียบเสมอกันทำให้การวางขาสะดวกอย่างมาก แต่กลับต้องมาติดขัดกับส่วนหลังของพนักท้าวแขนที่ว่านี้ ถ้าจำไม่ผิดด้านหลังพนักท้าวแขนของรุ่นที่แล้วจะไม่ยื่นมาด้านหลังแบบนี้นะ

เรื่องของพื้นที่ด้านหลังนั้นนั่งได้สบายแน่นอน มีพื้นที่ที่กว้าง มีระยะ Head Room ที่สูงพอประมาณ แม้ว่าจะสูง 175 ซม. ก็นั่งได้โดยที่ไม่รู้สึกอึดอัด ไม่รู้สึกอึดอัดทั้งการวางขา ตำแหน่งการนั่งและองศาการเอนของพนักพิง รวมถึงระดับของหลังคาที่ไม่รู้สึกว่าต่ำเกินไป จะติดใจหน่อยก็ตรงหมอนรองศรีษะที่อาจจะหนุนได้ไม่เต็มหัวนัก รู้สึกว่าแค่สัมผัสกับด้านหลังของศรีษะแค่ส่วนหนึ่งพอให้ค้ำไว้เท่านั้นเอง โดยเฉพาะหมอนรองศรีษะอันกลางที่เป็นทรงแอล

แม้ว่าจะเป็นอีโคคาร์แต่ก็มีพื้นที่ใช้สอยให้ไม่น้อยเลย พื้นที่วางสัมภาระด้านหลังถือว่ากว้างทีเดียว มีไฟส่องสว่างและแผงปิดห้องสัมภาระมาให้ ใต้ห้องสัมภาระไม่มียางอะไหล่มาให้ แต่จะมีชุดซ่อมยางฉุกเฉินมาให้แทน แผ่นปิดชุดซ่อมยางฉุกเฉินดูจะทำง่ายไปหน่อย จริงๆ ก็เป็นแผ่นไม้อัดและผ้าสักหลาดเหมือนทั่วๆ ไปนี่แหละ แต่ว่าไม่ได้ซีลติดกันไว้

หากพื้นที่ไม่พอต้องการเพิ่ม เบาะแถวหลังของรุ่น G และรุ่น E สามารถพับได้แบบ 60:40 ส่วนรุ่น J และ J ECO พับได้เหมือนกันแต่แยกพับไม่ได้

การรับรถมาทดลองขับในครั้งนี้มีเวลาค่อนข้างน้อย ทางโตโยต้าแจ้งว่าให้เวลาได้เพียง 3 วัน แต่ในวันแรกที่รับรถต้องรับช่วงบ่าย กว่าจะนำรถกลับมาก็เล่นเอาบ่ายแก่ๆ แล้ว และในวันที่สามจะต้องคืนรถในช่วงเช้า เท่ากับเช้ามาก็ต้องรีบเตรียมรถเพื่อส่งคืนและต้องเผื่อเวลาเดินทางด้วย ด้วยเวลาที่จำกัดจึงได้เพียงทดลองขับเพื่อสัมผัสส่วนต่างๆ ของรถมารีวิวกัน ในส่วนของสมรรถนะและอัตราสิ้นเปลืองจึงไม่ได้มีตัวเลขอะไรมาแสดง

เครื่องยนต์ของ New Toyota Yaris รวมถึงระบบส่งกำลังยังคงเป็นแบบเดิม เป็นเครื่องยนต์ 3NR-FE ความจุ 1,200 ซีซี กำลังงาน 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิง E20 ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock

จากที่ได้ทดลองขับ (ตามความรู้สึก) ถ้าจำความรู้สึกเมื่อครั้งที่ได้ขับ Yaris ตอนออกมาใหม่ๆ ไม่ผิด การออกตัวในครั้งนี้ค่อนข้างจะอืดไปสักหน่อย ทั้งที่อัตราทดเกียร์ก็ยังคงเท่าเดิม แต่เมื่อขับในจังหวะลอยตัวหรือการเร่งแซงก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง ฟิลลิ่งการขับคิดว่าในครั้งนี้ช่วงล่างซึ่งด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง น่าจะถูกปรับให้มีการตอบสนองที่ต่างไปจากครั้งก่อน เพราะสัมผัสได้ถึงความกระด้างค่อนข้างชัดเจน การนั่งไม่ได้นุ่มนวลนัก ซึ่งในตำแหน่งคนขับก็รู้สึกถึงความกระด้างของช่วงล่างได้ค่อนข้างชัด ไม่แน่ใจว่าในตำแหน่งของคนนั่งด้านหลังจะมีการสะเทือนแค่ไหน

แต่ฟิลลิ่งแบบนี้ก็มีข้อดีตรงที่ขับสนุกและมั่นใจขึ้น แม้ว่าจะมีการใช้ความเร็วในระดับ 120-130 กม./ชม. ซึ่งการขับทางไกลยาวๆ นั้น New Yaris ขับสนุกทีเดียว เมื่อความเร็วผ่านระดับ 100 กม./ชม. ไปแล้ว เข็มไมล์ค่อนข้างไหลสามารถที่จะไต่ระดับได้ค่อนข้างเร็ว แต่ก็ไม่ได้ลองว่าทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร

มาถึงส่วนสุดท้ายกับระบบความปลอดภัยซึ่งได้เพิ่มมาหลายระบบเหมือนกัน ไปดูระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่มีให้ในรุ่นเดิมก่อน

  • ถุงลมเสริมความปลอดภัยคู่หน้า SRS
  • ระบบเบรก ABS / EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง)
  • เข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง (ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง)
  • ไฟบรเกดวงที่สาม
  • ระบบเซ็นทรัลล็อก
  • ระบบละลายผ้ากระจกหลัง
  • เบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening)
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer / ระบบเตือนการโจรกรรม TDS

ระบบความปลอดภัยที่ได้เพิ่มใน New Toyota Yaris

  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกหน้าสัญญาณกะระยะถอยหลัง
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านด้านข้าง และหัวเข่าฝั่งคนขับ)

โดยรวมถือว่าน่าสนใจ สิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มกับราคาที่ปรับเพิ่ม 20,000 บาท หากคิดว่ารุ่น G ราคาทะลุ 6 แสนบาทไปแล้ว ค่อนข้างจะสูงไปหน่อย ทำให้ลังเลว่าจะขยับไปเลือก B-Car เลยดีกว่าไหม ก็อาจจะมองรุ่นรองท็อปอย่างรุ่น E ที่ตอนนี้ได้อะไรๆ หลายอย่างเทียบเท่ารุ่น G ได้ล้อแม็กแล้ว กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า สิ่งที่ไม่ได้เหมือนรุ่นท็อปก็จะมีไฟหน้าที่ยังเป็นมัลติรีเฟล็กเตอร์, ระบบ Push Start และ Smart Entry, ไฟตัดหมอก และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน หลักๆ ก็มีเพียงแค่นี้ แต่ประหยัดไปได้ 50,000 บาท

เรื่องช่วงล่างแม้จะบอกว่ากระด้างหรือแข็งขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ไม่ได้กระด้างจนนั่งไม่สบาย มองอีกมุมก็มีข้อดีในเรื่องของการยึดเกาะที่ดีขึ้นหนึบขึ้น ส่วนอาการเครื่องยนต์ผมอาจรู้สึกเองก็ได้ว่าอืดกว่ารุ่นเดิม ทั้งนี้ทั้งนั้นกับการเป็นเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร จะหวังกำลังความแรงก็คงไม่ใช่ ไปดูเรื่องอัตราสิ้นเปลืองดีกว่าว่าทำได้ถึง 20 กม./ลิตรหรือใกล้เคียงกับที่โตโยต้าบอกไว้แค่ไหน

Facebook Comments

Share This Post

Lost Password

Register